แก๊สน้ำตา (Lachrymatory agent)

เรียบเรียงโดย ภญ. ดร. อัจฉรา ปัญโญศักดิ์ ช่วยราชการแผนกวิจัย กองวิจัยและควบคุมมาตรฐาน รภท. ศอพท.

แก๊สน้ำตา (lachrymatory agent, lachrymator หรือ tear gas) คือ ส่วนผสมของสารเคมี ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตาและแก้วตาดำ ทำให้มีน้ำตาไหลออกมาก เยื่อบุตาจะแดงและแก้วตาดำจะบวม ตามองไม่เห็น น้ำมูกน้ำลายไหล ไอ หายใจลำบาก [1] แก๊สน้ำตาถูกใช้เป็นอาวุธในการปราบจลาจลเพื่อสลายการชุมนุม การใช้งานมีทั้งการยิงจากปืนยิงแก๊สน้ำตา และใช้แบบระเบิดขว้าง ในประเทศไทยโดยกรมวิทยาศาสตร์ทหารบกได้วิจัยทำลูกระเบิดขว้างแก๊สน้ำตา มีระยะเวลาการเกิดควัน 50 วินาที ครอบคลุมพื้นที่ 150 ตารางเมตร [2]

สารที่ใช้เป็นแก๊สน้ำตาโดยลักษณะเป็นฝุ่นผงหลายแบบ เช่น ซีเอ็น (chloroacetophenone, CN) ดีเอ็ม (chlorodihydrophenarsazine, DM) ซีอาร์ (dibenzoxazepine, CR) ต่อมาได้มีการพิจารณาเลือกใช้สารที่ปลอดภัยกว่า เช่น ซีเอส(o-chlorobenzylidene malononitrile, CS) และ สเปรย์พริกไทย (oleoresin of capsicum, OC) [3].

 

ผลต่อร่างกาย

แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทย จะระคายเคืองผิวหนัง ทำให้มีอาการเจ็บ ไหม้ และมีน้ำตาไหล มีน้ำมูก และน้ำลายมาก มีเสมหะมาก ไอ หายใจลำบาก มีอาการสับสน บางครั้งตื่นตกใจ อาการเหล่านี้เกิดไม่นาน จะหายใน 5-30 นาที ขณะที่สเปรย์พริกไทยจะหายใน 20 นาทีถึง 2 ชั่วโมง อาการต่างๆนี้จะลดลงหลังการรักษา [1, 5] แต่เนื่องจากสเปรย์พริกไทยจะเข้าไปในปลายประสาททำให้มีอาการต่อหลังล้างจากผิวหนังแล้ว

 

การป้องกัน [1, 3, 6]

ในผู้ที่แข็งแรง ผลของแก็สน้ำตาและสเปรย์พริกไทยจะเป็นแบบชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ผลอาจจะนานกว่า และอาจอันตรายแก่ชีวิตได้ในกลุ่มคนดังต่อไปนี้ ผู้ที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เช่นหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง เด็ก คนชรา ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังหรือกินยาซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต่ำเช่นยารักษามะเร็ง ยารักษาโรคอื่นๆ อาจทำให้การเจ็บป่วยที่เป็นอยู่เป็นมากขึ้น ผู้หญิงและผู้ที่ตั้งครรภ์ต้องระวังแท้ง หรือทารกออกมาพิการ ผู้หญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ผู้ที่เป็นโรคผิวหนัง (สิว เรื้อนกวาง หรือ ผื่นคันเรื้อรัง) และ ตา (เช่น เยื่อบุตาอักเสบ) ซึ่งจะทำให้อาการเป็นมากขึ้น ผู้ที่ใส่คอนแทคส์เลนส์ทำให้มีการระคายเคืองตา และการทำลายจากสารเคมีซึ่งขังใต้เลนส์

การรักษา [1, 3, 6]

·         ล้างตา เริ่มจากมุมในของตา (ติดจมูก) ออกไปด้านนอก โดยให้หงายคอและเอียงไปข้างที่ล้าง ใช้น้ำมากๆ พยายามเปิดตา ดูว่ามีอะไรติดในตาหรือไม่ เช่นคอนแทคเลนส์

·         ล้างตัว โดยเปลี่ยนเสื้อผ้า ถอดเสื้อผ้าออก ใช้ฟองน้ำเช็ดตัว ใช้น้ำมากๆ ล้างจากหัว ลงมาจนถึงเท้า อาจใช้ฟองน้ำถู ระวังอย่าให้ผิวหนังถลอก

·         ให้ระวังอุบัติเหตุอย่างอื่นที่ เกิดขึ้นด้วย เช่น บาดแผลที่ศีรษะ หรือการเสียเลือดบริเวณอื่น

 

 

เอกสารอ้างอิง

[1] Howard Hu; Jonathan Fine, Paul Epstein, Karl Kelsey, Preston Reynolds, Bailus Walker. (1989) “Tear Gas - Harassing Agent or Toxic Chemical Weapon?” JAMA. 262.

[2] กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก: ผลงานวิจัยและพัฒนา ลูกระเบิดขว้างแก๊สน้ำตา read at http://www.rta.mi.th/15500u/research/cs.htm, 26 October 2008.

[3] Olajos EJ., Salem H. (2001) "Riot Control Agents: Pharmacology, Toxicology, Biochemistry and Chemistry". J Appl Toxicol. 21 (5): 355–91.

[4] ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์ read at http://msds.pcd.go.th/searchName.asp?vID=2360, 20 October 2008.

[5] ศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ความรู้เกี่ยวกับสารพิษและวัตถุอันตราย สารเคมีที่อาจนำไปใช้เป็นอาวุธเคมี read at http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_2_001c.asp?info_id=58, 26 October 2008.

[6] Riot control agents. read at http://en.wikipedia.org/wiki/Riot_control_agent, 20 October 2008.