|
ในการควบคุมการแพร่กระจายโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ที่รุนแรง เช่น
ไข้หวัดนก หรือ SARS สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นประการแรกคือการแยกผู้ป่วยที่สงสัยให้เร็วที่สุดซึ่ง
ดำเนินการดังนี้ · มีป้ายเตือน, แบบสอบถาม
และหน่วยคัดกรอง
หากเข้าหลักเกณฑ์ต้องแยกผู้ป่วยไปตรวจยังห้องตรวจแยกผู้ป่วยทันที · มีห้องตรวจแยกผู้ป่วยซึ่งมีหลักเกณฑ์การจัดเช่นเดียวกับที่ใช้ในโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง
(SARS) นอกจากนี้
ควรมีหลักการปฏิบัติต่อผู่ป่วยที่มีโรคระบบทางเดินหายใจทุกคนตามหลักเกณฑ์
Respiration Hygiene / Cough Etiquette ตามที่องค์การอนามัยโลกและ
Healthcare Infection Control Practices
Advisory Committee (HICPAC ) ปี 2204 (รายละเอียดในภาคผนวก)
กำหนดไว้ วีธีหลักของการแพร่กระจายของ Influenza คือ
Droplet และ Contact transmission อย่างไรก็ตามไม่สามารถละเลยการแพร่กระจายแบบAirborne ได้ ดังนั้นคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกและ Healthcare Infection
Control Practices Advisory
Committee (HICPAC) ปี 2004 จึงให้ใช้หลักการของ 1. Standard Precautions 2. Additional ( Transmission based ) Precautions
คือ 2.1 Droplet
Precautions 2.2 Contact
Precautions 2.3 Airborne
Precautions ทั้งนี้ให้ปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวจนพ้นระยะ 7 วัน หลังไข้ลง
ข้อปฏิบัติตามหลักการของ
Standard precautions
และ Additional precautions 1. Hand hygiene ล้างมือหรือใช้ alcohol
hand rub หลังจับต้องดูแลผู้ป่วยหรือสัมผัสเลือด,สารคัดหลั่ง, secretion ,excretion, mucous membrane, ผิวหนังที่มีบาดแผล ( non intact skin )
2.
ป้องกัน sharp / needlesteck injuries มีหลักปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้เข็ม,ของมีคม
และต้องมี sharp container
ในบริเวณที่ทำหัตถการที่ใช้ของมีคม
3. มีมาตรการสำหรับเครื่องมือที่ใช้กับผู้ป่วย · ควรใช้เครื่องมือที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง · เครื่องมือที่ใช้ซ้ำได้
ต้องแยกใช้เฉพาะกับผู้ป่วยไม่ปะปนกับบุคคลอื่น เช่น Stethoscope ,
เครื่องวัดความดันโลหิต · การทำความสะอาดเครื่องมือต่างๆ
แยกตามลักษณะเครื่องมือที่เป็น critical items, semicritical items
และ noncritical
items
4. มีข้อปฏิบัติสำหรับผ้าที่ใช้กับผู้ป่วย · เก็บผ้าที่ใช้แล้วของผู้ป่วยภายในห้องแยกผู้ป่วย,
ระมัดระวังการฟุ้งกระจาย · บุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับผ้าต้องสวมใส่
เครื่องป้องกันร่างกาย (PPE) · ซักด้วยน้ำร้อน 70 องศาเซลเซียส หรือ
ใส่ผงฟอกขาว · อบให้แห้งก่อนนำกลับมาใช้อีก
5. ห้องแยกผู้ป่วย · ให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องแยกเดี่ยว ซึ่งมีห้องน้ำในตัว (ตามแผนผังห้องในภาคผนวก) · ควรมี anteroom เพื่อใช้เก็บ, ใส่
, ถอดเครื่องป้องกันร่างกาย ( PPE ) และมีอ่างล้างมือและ/หรือน้ำยาล้างมือแห้งใน anteroom ·
ห้องแยกควรเป็น negative air pressure, อากาศถ่ายเทได้อย่างน้อย
12 เท่าของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง ( ACH ) , ทิศทางการไหลของอากาศจาก บุคลากรสู่ผู้ป่วย, มีการติดตั้งHEPA filter
สำหรับอากาศที่หมุนเวียนในห้องและอากาศที่จะปล่อยออกสู่ภายนอก
(ภาพห้องแยก Airborne Infection
Isolation ในภาคผนวก) · หากไม่มีห้องที่ได้มาตรฐานดังกล่าวให้ใช้พัดลมดูดอากาศ ซึ่งสามารถระบายลมได้ไม่น้อยกว่า 12 เท่าของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง ( ACH ) โดยให้ดูดทิ้งสู่บริเวณที่ไม่มีผู้คนเดินผ่านหรือต่อปล่องขึ้นไปเหนือหลังคาอาคาร
( ดูรายละเอียดเรื่องพัดลมระบายอากาศในภาคผนวก ) อาจใช้ Portable HEPA
filter ระดับ Industrial grade ในห้อง
ผู้ป่วย · ห้องผู้ป่วยและ anteroom ต้องปิดประตูตลอดเวลา ·
มีบานกระจกใสที่ทำให้สามารถ
สังเกตอาการผู้ป่วยจากภายนอกหรือติดโทรทัศน์วงจรปิด ·
เป็นห้องที่สามารถให้การรักษาแบบวิกฤตได้คือมี Oxygen pipeline ,suction
6. การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย · จำกัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย · หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอกห้องต้องสวม surgical mask ให้ผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายต้องสวมเครื่องป้องกับร่างกาย
( PPE )
·
วางแผนเส้นทางการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไม่ให้ผ่านไปยังบริเวณที่มีผู้คนหนาแน่น ·
เช็ดทำความสะอาดรถเข็นผู้ป่วยหรือภายในห้องโดยสารรถที่ขนส่งผู้ป่วยด้วยน้ำผสมผงซักฟอกและตามด้วย 70 % Alcohol
7. เครื่องป้องกันร่างกาย ( Personal Protective Equipments ) ใช้สำหรับบุคลากรทุกระดับทีปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วย
ซึ่ง ในการดูแลผู้ป่วยตามปกติใช้เครื่องป้องกันร่างกาย ( PPE ) ดังนี้ · ถุงมือ 1 ชั้น · US
NIOSH Certified N-95 mask
หรือ mask ที่ผลิตจากประเทศอื่นที่มีคุณลักษณะเทียบเคียง
N 95
mask · กาวน์ผ้าแขนยาว ( long sleeved cuffed
gown ) อาจใช้กาวน์กันน้ำในกรณีที่ทำกิจกรรมที่มีการกระเซ็นของเลือด ,
สารคัดหลั่งจำนวนมาก · เครื่องป้องกันตา ( goggles หรือ face
shields ) สำหรับกรณีที่ทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
เช่นการใส่ท่อช่วยหายใจ,
bronchoscope, autopsy, การพ่นยา, การดูดเสมหะให้เพิ่มเครื่องป้องกันร่างกาย
ดังนี้ · กาวน์กันน้ำแขนยาว (ใช้แทนกาวน์ผ้าแขนยาว) · หมวกคลุมผม · face shield ·
อาจพิจารณา mask ( respirator ) ที่มีระดับความปลอดภัยสูงขึ้น
เช่น N 100 , P 100, Powered
air purifying respirator ( PAPR
)
ข้อแนะนำในการใช้เครื่องป้องกันร่างกาย
( PPE ) · มีการฝึกซ้อมการใส่,ถอด
เครื่องป้องกันร่างกาย ( PPE ) ก่อนปฏิบัติงานจริง · สำหรับ mask ต้องเลือกให้เหมาะกับขนาดของใบหน้าก่อนเข้าปฏิบัติงานกับผู้ป่วย (Fit test ) และทดสอบว่าแนบสนิทกับใบหน้า (Fit check) ก่อนเข้าปฏิบัติงานกับ
ผู้ป่วย · mask N-95 สามารถใช้ซ้ำได้
ถ้าไม่ปนเปื้อน,ไม่เปียก,ไม่เสียรูปทรงหรือฉีกขาด อาจสวม surgical mask ทับ N 95
เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ·
หลีกเลี่ยงการสัมผัสส่วนต่าง ๆ
ของร่างกาย โดยเฉพาะใบหน้า ด้วยมือหรือถุงมือที่ปนเปื้อน ·
หลีกเลี่ยงการสัมผัสพื้นผิว, วัตถุต่าง ๆ
ที่อาจปนเปื้อนในห้องผู้ป่วย · ถอดเครื่องป้องกันร่างกาย ก่อนออกจาก
anteroom หากไม่มี anteroom ให้ถอดไว้ฝนห้องผู้ป่วยยกเว้น
mask
· ระหว่างการถอด PPE ต้องระมัดระวังการปนเปื้อนเสื้อผ้า ชั้นใน, เยื่อบุและผิวหนัง · ทำความสะอาดมือ
ระหว่างและหลังการถอดเครื่องป้องกันร่างกาย ( PPE )
ขั้นตอนการใส่เครื่องป้องกันร่างกาย · ใส่ N-95 mask · ใส่หมวก ·
ใส่แว่นป้องกันตา (goggles) ·
ใส่กาวน์ ·
ใส่ถุงมือ
ขั้นตอนการถอดเครื่องป้องกันร่างกาย · ถอดถุงมือ · ถอดกาวน์ · ถอดแว่นป้องกันตา ·
ถอดหมวก ·
ถอด N-95 mask ซึ่งระหว่างถอด
แต่ละขั้นตอนต้องทำความสะอาดมือ (Hand Hygiene) ก่อนทำขั้นตอนต่อไป
8. Waste
Disposal ·
เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับขยะ
ต้องสวมเครื่องป้องกันร่างกายตามข้อ 7 ·
ขยะทุกอย่างในห้องแยกโรคถือเป็นขยะติดเชื้อ
( Regulated medical
waste หรือ infectious waste ) ·
ภาชนะรองรับถุงขยะเป็นภาชนะมีฝาปิดซึ่งทำการปิดเปิดโดยใช้เท้า
( Foot operated ) ·
ถุงรองรับขยะอาจเป็นถุง 1 หรือ 2 ชั้น
ด้านนอกของถุงต้องไม่มีการปนเปื้อนก่อนขนย้ายออกสู่ภายนอก ·
กำจัดขยะโดยวิธีการเผา ·
Liquid
waste เช่น ปัสสาวะ,
อุจจาระ
สามารถเททิ้งในโถส้วม
เพื่อเข้าสู่ระบบกำจัดน้ำเสียของสถานพยาบาลตามปกติ
9. Cleaning
and
Disinfection ·
การทำความสะอาดห้องประจำวันทำอย่างน้อยวันละ
3
ครั้ง โดยเน้น พื้นผิวแนวระนาบ
(
horizontal surface ) โดยเฉพาะบริเวณใกล้ผู้ป่วย , อุปกรณ์ที่ผู้ป่วยจับต้องบ่อย ๆ ,ห้องน้ำ
โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดที่ใช้ตามปกติ
เครื่องใช้สำหรับทำความสะอาดให้แยก
ใช้เฉพาะห้องนั้นไม่ปะปนกับที่ใช้สำหรับบริเวณอื่น ·
Disinfectants สำหรับ Influenza virus
คือ 1 %
Sodium hypochlorite และ 70 % Alcohol (
Isopropyl , Ethyl , Methylated spirit
) ·
หากพื้นผิวปนเปื้อนด้วยเลือด, สารคัดหลั่ง
ให้เช็ดสิ่งปนเปื้อนออกให้มากที่สุดด้วยกระดาษทิชชู แล้วราดด้วย 1
% Sodium hypochlorite ทิ้งไว้ 30 นาที
แล้วเช็ดถูด้วยน้ำยาทำความสะอาดตามปกติ หากเป็นพื้นผิวโลหะ, พื้นผิวเรียบ เช่น โต๊ะ ,
หรือพื้นผิวที่ใช้ Sodium
hypochlorite ไม่ได้ให้ใช้
70 % Alcohol แทน ·
การทำความสะอาดเมื่อจำหน่ายผู้ป่วย
( Terminal cleaning )
ในกรณีของห้องที่มีการถ่ายเทอากาศมากเท่าหรือเท่ากับ 12 ACH ให้เริ่มทำความสะอาดหลังจำหน่ายผู้ป่วยประมาณครึ่งชั่วโมง
หากมีระบบการกรองอากาศหรือพัดลมดูดอากาศให้ยังคงเปิดระบบไว้ตลอดตั้งแต่จำหน่ายผู้ป่วย, ขณะทำความสะอาดและหลังทำความสะอาด
อย่างน้อยอีกครึ่งชั่วโมงจึงจะรับผู้ป่วยคนต่อไปได้
10. คำแนะนำสำหรับบุคลากร ·
จำกัดบุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยให้มีจำนวนเท่าที่จำเป็น ·
เป็นบุคลากรที่ได้รับการอบรมและฝึกซ้อมมาแล้วในการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักการของ
infection
control ·
ควรได้รับภูมิคุ้มกันสำหรับ
Human Influenza มาไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ก่อนปฏิบัติงาน ·
มีการลงนาม, วัน, เวลา ที่เข้ามาปฏิบัติงานในห้องผู้ป่วย
·
ห้ามบุคลากรที่มีอาการไข้หรืออาการป่วยของระบบทางเดินหายใจเข้าไปปฏิบัติงานในห้องผู้ป่วย ·
บุคลากรที่เข้าไปปฏิบัติงานในห้องผู้ป่วย
ควรสังเกตอาการไข้โดยวัดอุณหภูมิร่างกายวันละ 2
ครั้ง และอาการผิดปกติอื่นๆ ของตนเอง ทุกวันจนพ้นระยะ 7 วันหลังเข้าปฏิบัติงานครั้งสุดท้าย
หากเกิดอาการผิดปกติต้องรีบรายงานและพบแพทย์
11.
คำแนะนำสำหรับญาติ ·
จำกัดการเยี่ยมเฉพาะที่จำเป็น
มีสมุดบันทึกรายชื่อญาติที่เข้าเยี่ยมและวันเวลาที่เข้าเยี่ยม ·
ห้ามผู้ที่มีอาการไข้หวัดเข้าเยี่ยมโดยเด็ดขาด ·
ญาติต้องสวมเครื่องป้องกันร่างกาย
( PPE ) เช่น เดียวกับบุคลากร ·
มีคำแนะนำให้ปฏิบัติตาม standard precautions และ additional precautions อย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยใกล้ชิด
,
สัมผัสเลือด, สารคัดหลั่ง ,mucous membrane และผิวหนังที่มีบาดแผลของผู้ป่วย ·
มีคำแนะนำให้ผู้เข้าเยี่ยมสังเกตอาการตนเองว่ามีไข้, อาการผิดปกติระบบทางเดินหายใจหรือไม่หลังเยี่ยมครั้งสุดท้ายภายใน 7
วัน
หากมีอาการผิดปกติให้มาพบแพทย์
12.
คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย ·
แนะนำให้ปฏิบัติเรื่องการทำความสะอาดมือ
(Hand Hygiene) อย่างเคร่งครัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะการติดต่อของโรค ·
ให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัย
(Surgical mask) เสมอ หากทำไม่ได้
ให้ใช้ กระดาษทิชชู ปิดปาก , จมูก
เวลามีอาการจามหรือไอ ·
หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชน
และให้หยุดงาน หรือหยุดเรียน จนกว่าจะพ้นระยะการติดต่อของโรค
·
ระยะการติดต่อของโรค คือ ตั้งแต่
เริ่มมีอาการ จนพ้นระยะ 7 วัน หลังไข้ลง (สำหรับเด็ก อายุ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 12 ปี
ระยะการติดต่อโรคอาจนานกว่านั้น
ซึ่งมี่รายงานอาจนานได้ถึง 21 วัน
โดยนังตั้งแต่วันที่เริ่มมีอาการ)
13.
การจัดการเกี่ยวกับศพ ·
บุคลากรที่จัดการเกี่ยวกับศพต้องปฏิบัติตาม
Standard Precautions อย่างเคร่งครัด, สวมเครื่องป้องกันร่างกาย เช่น
เดียวกับการปฏิบัติต่อผู้ป่วย ·
หากจะฉีดยาศพต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งและบุคลากรต้องสวมเครื่องป้องกันร่างกาย ·
บรรจุศพในถุงห่อหุ้มศพที่ทำด้วยวัสดุกันน้ำ, เช็ดด้านนอกถุงด้วย
70 % Alcohol ก่อนนำออกจากห้องผู้ป่วย ·
นำศพไปฝังหรือเผาโดยเร็ว ·
หากญาติหรือบุคคลใดจะแตะต้องศพต้องสวมกาวน์และถุงมือ
14. การผ่าพิสูจน์ศพ (Autopsy
) ·
บุคลากรต้องสวมใส่เครื่องป้องกันร่างกาย
คือ กาวน์กันน้ำ , N-
95 mask หรือระดับสูงกว่า, แว่นป้องกันตา
( goggles ) , ถุงมือ , หมวกคลุมผม ·
กระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งโดยมีหลักการ
ดังนี้ ·
จำกัดบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด ·
ใช้อุปกรณ์ให้น้อยที่สุดหากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งได้จะดีกว่า ·
การส่งต่ออุปกรณ์ต้องใช้ถาดเพื่อป้องกัน
Sharp injuries ·
หลีกเลี่ยงการกระทำที่จะทำให้เกิดฝอยละออง
เช่น การใช้เลื่อยไฟฟ้า ·
หากต้องทำกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดฝอยละออง
( aerosolization
) ควรทำใต้น้ำ
โดย เฉพาะการผ่าปอด ·
ระมัดระวังการกระเด็นของสารคัดหลั่งจากศพโดยเฉพาะจากปอด
ภาคผนวก แนวทางปรับปรุงการระบายอากาศสำหรับห้องแยกผู้ป่วยในกรณีที่ไม่มีห้อง
Negative air
pressure 1.1
ติดตั้งหน้ากากระบายลมทิ้งบริเวณผนังห้องใกล้เตียงผู้ป่วยในระดับใกล้พื้นห้อง
(หากทำไม่ได้อาจติดที่ฝ้าเพดานบริเวณเหนือเตียงผู้ป่วย) 1.2
ติดตั้งหน้ากากระบายลมทิ้งที่ฝ้าเพดานในห้องน้ำ 1.3
ติดตั้งท่อลมอ่อน
จากหน้ากากลมบริเวณเตียงผู้ป่วยและในห้องน้ำไปยังพัดลมระบายอากาศภายนอกห้องผู้ป่วย 1.4
ติดตั้งพัดลมระบายอากาศปริมาณลมไม่น้อยกว่า
12 เท่าของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง (ACH) ที่บริเวณด้านนอกห้องผู้ป่วย
โดยพัดลมระบายอากาศควรเป็นชนิดใช้กับไฟฟ้า 380 V / 3 phase / 50 Hz.
เพื่อป้องกันเสียงดัง และสามารถสร้างแรงดันลมได้ไม่น้อยกว่า 0.5 นิ้วของน้ำ
หากไม่มีไฟฟ้า 3 phase อาจใช้เป็น 220 V / 1 phase /
50 Hz แทน
ตัวอย่างการคำนวณปริมาณระบายอากาศทิ้ง ห้องผู้ป่วยมีขนาดกว้าง
5 เมตร ยาว 7 เมตร สูง 3 เมตรต้องใช้พัดลมที่มีปริมาณอากาศดังนี้ ปริมาณอากาศระบายทิ้ง
12 เท่า ของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง (12
ACH) = 7 x 5
x 3
x 12 = 1,260 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง 1,260 x 0.589 = 742 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที
(CFM) ดังนั้นจึงควรเลือกพัดลมระบายอากาศที่มีปริมาณลมอย่างน้อย
742 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที (CFM)
Respiratory
Hygiene/ Cough Etiquette 1. ให้การศึกษาบุคคลากรทางการแพทย์โดยเน้นการตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อของโรคระบบทางเดินหายใจจากแหล่งแพร่เชื้อ
(Source control measure) โดยใช้ Droplet precautions
ในผู้ป่วยที่มีโรคระบบทางเดินหายใจทุกคน
โดยเฉพาะในท้องที่และฤดูกาลที่มีการระบาด 2. ดำเนินมาตรการเพื่อการควบคุมการแพร่กระจายโรคจากแหล่งแพร่เชื้อ
โดยจัดให้มี การคัดกรอง, แยกผู้ป่วยจากบุคคลอื่น
รวมทั้งต้องปฏิบัติมาตรการดังกล่าวในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ
เช่น โถงรอตรวจ, ห้องฉุกเฉิน, ห้องตรวจ, หอผู้ป่วย , หอผู้ป่วยวิกฤต 3. มีป้ายคำแนะนำให้ผู้ป่วยใช้กระดาษทิชชู
ปิดปาก จมูก เวลาไอหรือจาม 4. จัดกากอนามัย, กระดาษทิชชูไว้สำหรับผู้ป่วย
ตั้งแต่บริเวณคัดกรองรวมทั้งจัดถังขยะติดเชื้อชนิดฝาเปิดด้วยเท้าไว้สำหรับผู้ป่วยด้วย 5. มีคำแนะนำเรื่องการทำความสะอาดมือ, จัดที่ล้างมือหรือน้ำยาล้างมือแห้งสำหรับผู้ป่วย |