แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ของ รภท.ศอพท. 
โดย แผนกขาย กอก.รภท.ศอพท.

 

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก : กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
Infection Control Guidelines for Influenza A (H5N1)

จริยา แสงสัจจา พบ.วว (กุมารเวชศาสตร์)

สถาบันบำราศนราดูร

 

  โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ ( คลิ๊กเพื่อดูภาพใหญ่ )

 

     ในการควบคุมการแพร่กระจายโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ที่รุนแรง เช่น ไข้หวัดนก หรือ SARS สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นประการแรกคือการแยกผู้ป่วยที่สงสัยให้เร็วที่สุดซึ่ง ดำเนินการดังนี้
·
    
มีป้ายเตือน, แบบสอบถาม และหน่วยคัดกรอง หากเข้าหลักเกณฑ์ต้องแยกผู้ป่วยไปตรวจยังห้องตรวจแยกผู้ป่วยทันที
·
    
มีห้องตรวจแยกผู้ป่วยซึ่งมีหลักเกณฑ์การจัดเช่นเดียวกับที่ใช้ในโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS)
นอกจากนี้ ควรมีหลักการปฏิบัติต่อผู่ป่วยที่มีโรคระบบทางเดินหายใจทุกคนตามหลักเกณฑ์
Respiration Hygiene / Cough  Etiquette  ตามที่องค์การอนามัยโลกและ Healthcare     Infection Control   Practices  Advisory  Committee  (HICPAC ) ปี 2204 (รายละเอียดในภาคผนวก) กำหนดไว้
วีธีหลักของการแพร่กระจายของ Influenza คือ Droplet และ Contact transmission อย่างไรก็ตามไม่สามารถละเลยการแพร่กระจายแบบAirborne ได้   ดังนั้นคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกและ Healthcare  Infection  Control  Practices  Advisory  Committee (HICPAC)  ปี 2004 จึงให้ใช้หลักการของ
1.
     
Standard  Precautions
2.
     
Additional  ( Transmission – based )  Precautions  คือ
         2.1 Droplet Precautions
         2.2 Contact Precautions
         2.3 Airborne Precautions

ทั้งนี้ให้ปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวจนพ้นระยะ
 
7 วัน  หลังไข้ลง

ข้อปฏิบัติตามหลักการของ
Standard precautions และ Additional precautions
1.
  Hand hygiene
ล้างมือหรือใช้  alcohol  hand rub  หลังจับต้องดูแลผู้ป่วยหรือสัมผัสเลือด,สารคัดหลั่ง, secretion ,excretion, mucous  membrane,  ผิวหนังที่มีบาดแผล ( non intact  skin )

2.  ป้องกัน sharp / needlesteck  injuries
มีหลักปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้เข็ม,ของมีคม และต้องมี  sharp  container  ในบริเวณที่ทำหัตถการที่ใช้ของมีคม

3.  มีมาตรการสำหรับเครื่องมือที่ใช้กับผู้ป่วย

·
     
ควรใช้เครื่องมือที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง
·
      
เครื่องมือที่ใช้ซ้ำได้ ต้องแยกใช้เฉพาะกับผู้ป่วยไม่ปะปนกับบุคคลอื่น เช่น Stethoscope   , เครื่องวัดความดันโลหิต
·
     
การทำความสะอาดเครื่องมือต่างๆ แยกตามลักษณะเครื่องมือที่เป็น critical items, semicritical items และ noncritical items

4.  มีข้อปฏิบัติสำหรับผ้าที่ใช้กับผู้ป่วย

·
   
เก็บผ้าที่ใช้แล้วของผู้ป่วยภายในห้องแยกผู้ป่วย, ระมัดระวังการฟุ้งกระจาย
·
    
บุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับผ้าต้องสวมใส่ เครื่องป้องกันร่างกาย (PPE)
·
    
ซักด้วยน้ำร้อน 70  องศาเซลเซียส  หรือ ใส่ผงฟอกขาว
·
     
อบให้แห้งก่อนนำกลับมาใช้อีก

5.  ห้องแยกผู้ป่วย

·
     
ให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องแยกเดี่ยว  ซึ่งมีห้องน้ำในตัว (ตามแผนผังห้องในภาคผนวก)
·
     
ควรมี  anteroom  เพื่อใช้เก็บ, ใส่ , ถอดเครื่องป้องกันร่างกาย ( PPE ) และมีอ่างล้างมือและ/หรือน้ำยาล้างมือแห้งใน anteroom
·
      
ห้องแยกควรเป็น negative  air pressure, อากาศถ่ายเทได้อย่างน้อย   12  เท่าของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง ( ACH ) , ทิศทางการไหลของอากาศจาก บุคลากรสู่ผู้ป่วย, มีการติดตั้งHEPA  filter  สำหรับอากาศที่หมุนเวียนในห้องและอากาศที่จะปล่อยออกสู่ภายนอก  (ภาพห้องแยก  Airborne  Infection  Isolation ในภาคผนวก)
·
     
หากไม่มีห้องที่ได้มาตรฐานดังกล่าวให้ใช้พัดลมดูดอากาศ  ซึ่งสามารถระบายลมได้ไม่น้อยกว่า 12 เท่าของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง ( ACH ) โดยให้ดูดทิ้งสู่บริเวณที่ไม่มีผู้คนเดินผ่านหรือต่อปล่องขึ้นไปเหนือหลังคาอาคาร ( ดูรายละเอียดเรื่องพัดลมระบายอากาศในภาคผนวก )  อาจใช้  Portable  HEPA  filter ระดับ Industrial  grade ในห้อง ผู้ป่วย
·
     
ห้องผู้ป่วยและ anteroom   ต้องปิดประตูตลอดเวลา
·
      
มีบานกระจกใสที่ทำให้สามารถ สังเกตอาการผู้ป่วยจากภายนอกหรือติดโทรทัศน์วงจรปิด
·
      
เป็นห้องที่สามารถให้การรักษาแบบวิกฤตได้คือมี  Oxygen  pipeline ,suction

6.  การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

·
      
จำกัดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย
·
      
หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอกห้องต้องสวม  surgical  mask  ให้ผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายต้องสวมเครื่องป้องกับร่างกาย ( PPE )
·
      
วางแผนเส้นทางการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไม่ให้ผ่านไปยังบริเวณที่มีผู้คนหนาแน่น
·
      
เช็ดทำความสะอาดรถเข็นผู้ป่วยหรือภายในห้องโดยสารรถที่ขนส่งผู้ป่วยด้วยน้ำผสมผงซักฟอกและตามด้วย 70 % Alcohol

7.
      
เครื่องป้องกันร่างกาย ( Personal  Protective Equipments ) ใช้สำหรับบุคลากรทุกระดับทีปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วย ซึ่ง ในการดูแลผู้ป่วยตามปกติใช้เครื่องป้องกันร่างกาย ( PPE )  ดังนี้
·
      
ถุงมือ  1 ชั้น
·
      
US  NIOSH  Certified  N-95 mask หรือ  mask  ที่ผลิตจากประเทศอื่นที่มีคุณลักษณะเทียบเคียง N – 95  mask
·
     
กาวน์ผ้าแขนยาว ( long – sleeved  cuffed  gown )  อาจใช้กาวน์กันน้ำในกรณีที่ทำกิจกรรมที่มีการกระเซ็นของเลือด , สารคัดหลั่งจำนวนมาก
·
    
เครื่องป้องกันตา ( goggles หรือ  face  shields )
สำหรับกรณีที่ทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่นการใส่ท่อช่วยหายใจ
, bronchoscope, autopsy, การพ่นยา, การดูดเสมหะให้เพิ่มเครื่องป้องกันร่างกาย ดังนี้
·
     
กาวน์กันน้ำแขนยาว  (ใช้แทนกาวน์ผ้าแขนยาว)
·
     
หมวกคลุมผม
·
    
face  shield
·
     
อาจพิจารณา mask ( respirator ) ที่มีระดับความปลอดภัยสูงขึ้น เช่น N –100 , P – 100, Powered air  purifying respirator ( PAPR )

ข้อแนะนำในการใช้เครื่องป้องกันร่างกาย ( PPE )
·
      
มีการฝึกซ้อมการใส่,ถอด เครื่องป้องกันร่างกาย ( PPE ) ก่อนปฏิบัติงานจริง
·
     
สำหรับ mask  ต้องเลือกให้เหมาะกับขนาดของใบหน้าก่อนเข้าปฏิบัติงานกับผู้ป่วย (Fit  test )  และทดสอบว่าแนบสนิทกับใบหน้า (Fit  check) ก่อนเข้าปฏิบัติงานกับ     ผู้ป่วย
·
     
mask N-95 สามารถใช้ซ้ำได้  ถ้าไม่ปนเปื้อน,ไม่เปียก,ไม่เสียรูปทรงหรือฉีกขาด  อาจสวม surgical  mask  ทับ N 95 เพื่อป้องกันการปนเปื้อน
·
      
หลีกเลี่ยงการสัมผัสส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  โดยเฉพาะใบหน้า  ด้วยมือหรือถุงมือที่ปนเปื้อน
·
      
หลีกเลี่ยงการสัมผัสพื้นผิว, วัตถุต่าง ๆ ที่อาจปนเปื้อนในห้องผู้ป่วย
·
     
ถอดเครื่องป้องกันร่างกาย ก่อนออกจาก anteroom  หากไม่มี anteroom  ให้ถอดไว้ฝนห้องผู้ป่วยยกเว้น  mask
·
      
ระหว่างการถอด PPE ต้องระมัดระวังการปนเปื้อนเสื้อผ้า ชั้นใน, เยื่อบุและผิวหนัง
·
     
ทำความสะอาดมือ ระหว่างและหลังการถอดเครื่องป้องกันร่างกาย ( PPE )

ขั้นตอนการใส่เครื่องป้องกันร่างกาย

·
     
ใส่ N-95 mask
·
      
ใส่หมวก
·
      
ใส่แว่นป้องกันตา (goggles)
·
      
ใส่กาวน์
·
      
ใส่ถุงมือ

ขั้นตอนการถอดเครื่องป้องกันร่างกาย

·
     
ถอดถุงมือ
·
     
ถอดกาวน์
·
     
ถอดแว่นป้องกันตา
·
      
ถอดหมวก
·
      
ถอด N-95 mask ซึ่งระหว่างถอด แต่ละขั้นตอนต้องทำความสะอาดมือ (Hand Hygiene) ก่อนทำขั้นตอนต่อไป

8.  Waste  Disposal

·
      
เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับขยะ  ต้องสวมเครื่องป้องกันร่างกายตามข้อ  7
·
      
ขยะทุกอย่างในห้องแยกโรคถือเป็นขยะติดเชื้อ ( Regulated  medical  waste หรือ infectious  waste )
·
      
ภาชนะรองรับถุงขยะเป็นภาชนะมีฝาปิดซึ่งทำการปิดเปิดโดยใช้เท้า ( Foot  operated )
·
      
ถุงรองรับขยะอาจเป็นถุง 1 หรือ 2 ชั้น ด้านนอกของถุงต้องไม่มีการปนเปื้อนก่อนขนย้ายออกสู่ภายนอก
·
      
กำจัดขยะโดยวิธีการเผา
·
      
Liquid waste เช่น  ปัสสาวะ, อุจจาระ  สามารถเททิ้งในโถส้วม เพื่อเข้าสู่ระบบกำจัดน้ำเสียของสถานพยาบาลตามปกติ

9.  Cleaning  and  Disinfection

·
      
การทำความสะอาดห้องประจำวันทำอย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง  โดยเน้น พื้นผิวแนวระนาบ (  horizontal  surface ) โดยเฉพาะบริเวณใกล้ผู้ป่วย , อุปกรณ์ที่ผู้ป่วยจับต้องบ่อย ๆ ,ห้องน้ำ  โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดที่ใช้ตามปกติ  เครื่องใช้สำหรับทำความสะอาดให้แยก  ใช้เฉพาะห้องนั้นไม่ปะปนกับที่ใช้สำหรับบริเวณอื่น
·
      
Disinfectants  สำหรับ  Influenza  virus  คือ 1 %  Sodium  hypochlorite และ 70 % Alcohol  ( Isopropyl , Ethyl , Methylated  spirit )
·
      
หากพื้นผิวปนเปื้อนด้วยเลือด, สารคัดหลั่ง ให้เช็ดสิ่งปนเปื้อนออกให้มากที่สุดด้วยกระดาษทิชชู  แล้วราดด้วย 1 %  Sodium  hypochlorite  ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วเช็ดถูด้วยน้ำยาทำความสะอาดตามปกติ หากเป็นพื้นผิวโลหะ, พื้นผิวเรียบ เช่น โต๊ะ , หรือพื้นผิวที่ใช้  Sodium  hypochlorite ไม่ได้ให้ใช้  70 % Alcohol  แทน
·
      
การทำความสะอาดเมื่อจำหน่ายผู้ป่วย ( Terminal cleaning ) ในกรณีของห้องที่มีการถ่ายเทอากาศมากเท่าหรือเท่ากับ 12  ACH ให้เริ่มทำความสะอาดหลังจำหน่ายผู้ป่วยประมาณครึ่งชั่วโมง  หากมีระบบการกรองอากาศหรือพัดลมดูดอากาศให้ยังคงเปิดระบบไว้ตลอดตั้งแต่จำหน่ายผู้ป่วย, ขณะทำความสะอาดและหลังทำความสะอาด อย่างน้อยอีกครึ่งชั่วโมงจึงจะรับผู้ป่วยคนต่อไปได้

10.   คำแนะนำสำหรับบุคลากร

·
      
จำกัดบุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยให้มีจำนวนเท่าที่จำเป็น
·
      
เป็นบุคลากรที่ได้รับการอบรมและฝึกซ้อมมาแล้วในการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักการของ infection control
·
      
ควรได้รับภูมิคุ้มกันสำหรับ Human Influenza  มาไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ก่อนปฏิบัติงาน
·
      
มีการลงนาม, วัน, เวลา ที่เข้ามาปฏิบัติงานในห้องผู้ป่วย
·
      
ห้ามบุคลากรที่มีอาการไข้หรืออาการป่วยของระบบทางเดินหายใจเข้าไปปฏิบัติงานในห้องผู้ป่วย
·
      
บุคลากรที่เข้าไปปฏิบัติงานในห้องผู้ป่วย  ควรสังเกตอาการไข้โดยวัดอุณหภูมิร่างกายวันละ  2  ครั้ง และอาการผิดปกติอื่นๆ ของตนเอง  ทุกวันจนพ้นระยะ 7 วันหลังเข้าปฏิบัติงานครั้งสุดท้าย  หากเกิดอาการผิดปกติต้องรีบรายงานและพบแพทย์

11. คำแนะนำสำหรับญาติ
·
      
จำกัดการเยี่ยมเฉพาะที่จำเป็น  มีสมุดบันทึกรายชื่อญาติที่เข้าเยี่ยมและวันเวลาที่เข้าเยี่ยม
·
      
ห้ามผู้ที่มีอาการไข้หวัดเข้าเยี่ยมโดยเด็ดขาด
·
      
ญาติต้องสวมเครื่องป้องกันร่างกาย ( PPE ) เช่น เดียวกับบุคลากร
·
      
มีคำแนะนำให้ปฏิบัติตาม  standard  precautions  และ additional precautions  อย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยใกล้ชิด , สัมผัสเลือด, สารคัดหลั่ง ,mucous membrane และผิวหนังที่มีบาดแผลของผู้ป่วย
·
      
มีคำแนะนำให้ผู้เข้าเยี่ยมสังเกตอาการตนเองว่ามีไข้, อาการผิดปกติระบบทางเดินหายใจหรือไม่หลังเยี่ยมครั้งสุดท้ายภายใน 7 วัน หากมีอาการผิดปกติให้มาพบแพทย์

12.
   
คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย
·
      
แนะนำให้ปฏิบัติเรื่องการทำความสะอาดมือ (Hand Hygiene)  อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะการติดต่อของโรค
·
      
ให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัย (Surgical  mask) เสมอ หากทำไม่ได้ ให้ใช้  กระดาษทิชชู ปิดปาก , จมูก  เวลามีอาการจามหรือไอ
·
      
หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชน และให้หยุดงาน หรือหยุดเรียน จนกว่าจะพ้นระยะการติดต่อของโรค
·
      
ระยะการติดต่อของโรค คือ ตั้งแต่ เริ่มมีอาการ จนพ้นระยะ 7 วัน หลังไข้ลง  (สำหรับเด็ก อายุ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 12 ปี ระยะการติดต่อโรคอาจนานกว่านั้น ซึ่งมี่รายงานอาจนานได้ถึง 21 วัน  โดยนังตั้งแต่วันที่เริ่มมีอาการ)

13. การจัดการเกี่ยวกับศพ

·
      
บุคลากรที่จัดการเกี่ยวกับศพต้องปฏิบัติตาม Standard  Precautions  อย่างเคร่งครัด,        สวมเครื่องป้องกันร่างกาย เช่น เดียวกับการปฏิบัติต่อผู้ป่วย
·
      
หากจะฉีดยาศพต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งและบุคลากรต้องสวมเครื่องป้องกันร่างกาย
·
      
บรรจุศพในถุงห่อหุ้มศพที่ทำด้วยวัสดุกันน้ำ, เช็ดด้านนอกถุงด้วย 70 % Alcohol  ก่อนนำออกจากห้องผู้ป่วย
·
      
นำศพไปฝังหรือเผาโดยเร็ว
·
      
หากญาติหรือบุคคลใดจะแตะต้องศพต้องสวมกาวน์และถุงมือ

14. การผ่าพิสูจน์ศพ
(Autopsy )
·
      
บุคลากรต้องสวมใส่เครื่องป้องกันร่างกาย คือ กาวน์กันน้ำ , N- 95 mask หรือระดับสูงกว่า, แว่นป้องกันตา ( goggles ) , ถุงมือ , หมวกคลุมผม
·
      
กระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งโดยมีหลักการ ดังนี้
         ·
      
จำกัดบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด
         ·
      
ใช้อุปกรณ์ให้น้อยที่สุดหากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งได้จะดีกว่า
         ·
      
การส่งต่ออุปกรณ์ต้องใช้ถาดเพื่อป้องกัน Sharp   injuries
         ·
      
หลีกเลี่ยงการกระทำที่จะทำให้เกิดฝอยละออง เช่น การใช้เลื่อยไฟฟ้า
         ·
      
หากต้องทำกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดฝอยละออง ( aerosolization )  ควรทำใต้น้ำ โดย เฉพาะการผ่าปอด
         ·
      
ระมัดระวังการกระเด็นของสารคัดหลั่งจากศพโดยเฉพาะจากปอด

ภาคผนวก

แนวทางปรับปรุงการระบายอากาศสำหรับห้องแยกผู้ป่วยในกรณีที่ไม่มีห้อง
Negative air pressure
1.1
   
ติดตั้งหน้ากากระบายลมทิ้งบริเวณผนังห้องใกล้เตียงผู้ป่วยในระดับใกล้พื้นห้อง (หากทำไม่ได้อาจติดที่ฝ้าเพดานบริเวณเหนือเตียงผู้ป่วย)
1.2
   
ติดตั้งหน้ากากระบายลมทิ้งที่ฝ้าเพดานในห้องน้ำ
1.3
   
ติดตั้งท่อลมอ่อน  จากหน้ากากลมบริเวณเตียงผู้ป่วยและในห้องน้ำไปยังพัดลมระบายอากาศภายนอกห้องผู้ป่วย
1.4
   
ติดตั้งพัดลมระบายอากาศปริมาณลมไม่น้อยกว่า 12 เท่าของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง (ACH) ที่บริเวณด้านนอกห้องผู้ป่วย  โดยพัดลมระบายอากาศควรเป็นชนิดใช้กับไฟฟ้า 380 V / 3 phase / 50 Hz. เพื่อป้องกันเสียงดัง และสามารถสร้างแรงดันลมได้ไม่น้อยกว่า 0.5 นิ้วของน้ำ หากไม่มีไฟฟ้า 3 phase อาจใช้เป็น 220 V / 1 phase / 50 Hz แทน

ตัวอย่างการคำนวณปริมาณระบายอากาศทิ้ง

ห้องผู้ป่วยมีขนาดกว้าง
5 เมตร ยาว 7 เมตร สูง 3 เมตรต้องใช้พัดลมที่มีปริมาณอากาศดังนี้
ปริมาณอากาศระบายทิ้ง
12 เท่า ของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง (12 ACH)
             = 7
x  5  x  3  x  12
            
= 1,260 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
              
  1,260 
x  0.589  = 742 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที (CFM)
ดังนั้นจึงควรเลือกพัดลมระบายอากาศที่มีปริมาณลมอย่างน้อย
742 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที (CFM)

Respiratory Hygiene/ Cough Etiquette
1.
ให้การศึกษาบุคคลากรทางการแพทย์โดยเน้นการตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อของโรคระบบทางเดินหายใจจากแหล่งแพร่เชื้อ (Source control measure) โดยใช้ Droplet precautions ในผู้ป่วยที่มีโรคระบบทางเดินหายใจทุกคน โดยเฉพาะในท้องที่และฤดูกาลที่มีการระบาด

2.
ดำเนินมาตรการเพื่อการควบคุมการแพร่กระจายโรคจากแหล่งแพร่เชื้อ โดยจัดให้มี การคัดกรอง, แยกผู้ป่วยจากบุคคลอื่น รวมทั้งต้องปฏิบัติมาตรการดังกล่าวในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ เช่น โถงรอตรวจ, ห้องฉุกเฉิน, ห้องตรวจ, หอผู้ป่วย , หอผู้ป่วยวิกฤต
3.
มีป้ายคำแนะนำให้ผู้ป่วยใช้กระดาษทิชชู ปิดปาก จมูก เวลาไอหรือจาม
4.
 
จัดกากอนามัย, กระดาษทิชชูไว้สำหรับผู้ป่วย ตั้งแต่บริเวณคัดกรองรวมทั้งจัดถังขยะติดเชื้อชนิดฝาเปิดด้วยเท้าไว้สำหรับผู้ป่วยด้วย
5.
 
มีคำแนะนำเรื่องการทำความสะอาดมือ, จัดที่ล้างมือหรือน้ำยาล้างมือแห้งสำหรับผู้ป่วย

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
แผนกขาย กองโครงการ โรงงานเภสัชกรรมทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร
183 ซ.ตรีมิตร ถ.พระรามสี่ กล้วยน้ำไท พระโขนง คลองเตย กทม. 10110
โทรศัพท์ : 0-2392-1513   Call-Center (โทรฟรี) : 1800-300-333