ตำนานคชสีห์อยู่คู่กระทรวงกลาโหม

 

ดาวน์โหลดวีดีทัศน์ ตำนานคชสีห์อยู่คู่กระทรวงกลาโหม

 

          คชสีห์ เป็นสัตว์ในตำนาน มีลักษณะของราชสีห์ผสมกับช้าง ซึ่งคติไทยถือว่าช้างเป็นสัตว์ประจำชาติ ซึ่งใช้ในราชสงคราม ตราคชสีห์จึงสอดคล้องกับข้าราชการที่ออกศึกสงคราม อันหมายถึงทหารนั่นเอง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พุทธศักราช 2178 แผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ มีความปรากฏว่า หัวหน้าของกรมใหญ่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าแผ่นดินให้ใช้ตราของทางราชการประทับเอกสารที่เกี่ยวกับการปกครองทั้งหมดที่กรมใหญ่ประกาศใช้ ในด้านการปกครองนั้น ได้กำหนดการบังคับบัญชา โดยให้มีตำแหน่งอัครเสนาบดี ใช้ตราคชสีห์ประจำตำแหน่ง บังคับหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งปวง รวมถึงทหารบก ทหารเรือ ตราพระคชสีห์จึงถูกนำมาเป็นตราประจำแหน่ง สมุหพระกลาโหม ดังจะเห็นได้จากภาพเขียนที่ปรากฏอยู่บนผนังด้านเหนือพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ซึ่งเป็นภาพดวงตราประจำตำแหน่งดังกล่าว การนำเอาคชสีห์มาใช้เป็นตราสัญญลักษณ์นั้น สันนิษฐานว่า น่าจะเรียกตำแหน่งเสนาบดี ซึ่งเป็นใหญ่ในหมู่เสนา คือ ทหาร โดยยกย่องว่าเป็นผู้มีความกล้าหาญ ตามคำที่คนกล่าวว่า นรสิงห์ โดยใช้บังคับบัญชาพลทหารที่จัดประจำการสงครามตามตำแหน่งที่ตั้งขึ้นและใช้ตราคชสีห์อันเป็นคำยกย่องช้างตัวกล้าว่าเหมือนดั่งราชสีห์นั่นเอง
 

          ปีพุทธศักราช ๒๔๒๕ ศาลาว่าการกลาโหมเริ่มก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างให้เป็นโรงทหารหน้าเพื่อใช้รวบรวมทหารที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายให้เป็นหมวดหมู่เยี่ยงอารยประเทศ เมื่อสร้างแล้วเสร็จก็มีการนำคชสีห์มาประดับที่หน้าบรรณอีกครั้ง อันเป็นตัวแทนของฝ่ายเสนาบดีและสมุหพระกลาโหมที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีและถวายการปกป้องพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้คชสีห์ได้ถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงลักษณะของเหล่าเสนาบดีที่จงรักภักดีรับใช้สนองพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดินอีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำซุ้มรับเสด็จของกระทรวงกลาโหม เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากการประพาสยุโรปเมื่อรัตนโกสินทร์ศก ๑๒๖ หรือปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ ซึ่งเป็นบริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน โดยซุ้มประตูดังกล่าวจัดทำเป็นรูปคชสีห์ยืนเชิญฉัตรทั้งสองข้างของซุ้ม โดยด้านบนสุดเป็นรูปพระเกี้ยวทำเป็นรูปตรี อันหมายถึงราชวงศ์จักรี รวมไปถึงลวดลายคชสีห์และราชสีห์ที่ประกอบแท่นพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์แสดงความจงรักภักดีของเสนาบดีและฝ่ายสมุหนายกและสมุหพระกลาโหม ซึ่งต่างถวายการปกป้องพระราชวงศ์จักรี อันมีจักรและตรีศูล ซึ่งเป็นเครื่องหมายกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
 

          สำหรับระเบียบการใช้ตราพระคชสีห์นั้น ระเบียบตราตำแหน่งในกระทรวงกลาโหมในรัตนโกสินทร์ศก ๑๓๐ หรือปีพุทธศักราช ๒๔๕๔ กำหนดให้เสนาบดีใช้ตราพระคชสีห์ใหญ่ยืนแท่นลายเปลว ตราพระคชสีห์น้อยยืนแท่นลายเปลว และตราพระคชสีห์เดินดงลายใบไม้ ส่วนปลัดทูลฉลอง กรมปลัดทัพบกให้ใช้ ตราคชสีห์ยืนแท่นลายเปลวมีอักษรว่า "ปลัดทูลฉลอง"
 

          ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๑๑ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้นคือ จอมพล กิตติขจร ได้อนุมัติในหลักการเรื่องตราประจำตำแหน่ง สรุปความให้ตราประจำตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสมควรใช้ตราพระคชสีห์ อันเป็นตราประจำตำแหน่งเสนาบดีแต่เพียงตราเดียว
 
          ปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ พลเอก อภิชัย ไวรักษ์สัตย์ เจ้ากรมเสมียนตรา ได้ริเริ่มให้นำตราคชสีห์ ซึ่งเป็นตราประจำกระทรวงกลาโหมแต่ดั้งเดิมมาทำเป็นของที่ระลึกโดยคชสีห์จะอยู่ในลักษณะยืนบนแท่น เท้าทั้ง 4 ติดพื้นมีรูปทรงลวดลายเป็นแบบอยุธยา ผสมรัตนโกสินทร์ เพื่อมอบเป็นที่ระลึกให้พลเอก สิริชัย ธัญญสิริ ในโอกาสมารับตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ และมอบให้บุคคลสำคัญในโอกาสต่าง ๆ แนวคิดแรงบันดาลใจในการจัดสร้างคชสีห์เกิดขึ้นจาก พลเอกสิริชัย ธัญญสิริ ปลัดกระทรวงกลาโหม ต้องการให้มีสัญลักษณ์ทางทหารที่ชัดเจน อยู่คู่กับกระทรวงกลาโหม เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของข้าราชการทหาร ประกอบกับปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี และกระทรวงกลาโหมจะครบรอบ ๑๒๐ ปี จึงได้มีดำริให้จัดสร้างคชสีห์ขึ้น ๒ องค์ทำด้วยเนื้อโลหะบรอนซ์ ๑ เมตร ๒๐ เซนติเมตร วัดจากพื้นจนถึงส่วนหลัง ลักษณะการยืน ๔ ขา ขาหลังเหลื่อมกัน เหมือนกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และให้ตั้งไว้ที่บริเวณประตูทางเข้าและทางออกกระทรวงกลาโหมแห่งละ ๑ องค์ ซึ่งพระพรหมวัชรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ได้อนุเคราะห์ตั้งชื่อคชสีห์ที่ประตูทางเข้ากระทรวงกลาโหมด้านทิศใต้ว่า พญาคชสีห์สยามปฐพีพิทักษ์ และประตูทางออกด้านทิศเหนือว่า พญาคชสีห์ราชธานีพิทักษ์ และได้ดำเนินการจัดการด้านพิธีต่าง ๆ พร้อมกำหนดดวงมงคลฤกษ์ ในการหล่อคชสีห์เพื่อใช้ทำแผ่นป้ายติดบริเวณหน้าฐานคชสีห์ที่ ๒ องค์ด้วย
 
          และเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๙ พลเอกสิริชัย ธัญญสิริ ปลัดกระทรวงกลาโหมได้เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะอดีตบูรพมหากษัตริยาธีราชเจ้าทุกพระองค์ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยในวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๔๙ จะประกอบพิธีเททององค์คชสีห์ ณ บริษัทเอเชียไฟน์อาร์ต อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และในวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๙ จะมีพิธีมังคลาภิเษกในบริเวณลานอเนกประสงค์ในศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งในวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๙ จะกระทำพิธีเปิดแพรคชสีห์ บริเวณด้านหน้าอาคารศาลาว่าการกลาโหม นอกจากนี้ยังมีการจัดสร้างองค์คชสีจำลองขึ้นจำนวน ๑๐๙ องค์โดยจะมีหมายเลขกำกับตั้งแต่หมายเลข ๐๐๑/๑๐๙ จนถึงหมายเลข ๑๐๙/๑๐๙ โดยองค์แรกจะเก็บเป็นต้นแบบไว้ที่กระทรวงกลาโหมเพื่อเป็นประวัติศาสตร์ องค์ที่ ๒ จะถวายให้กับพระพรหมวัชรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา และองค์ที่ ๓ จะมอบให้กับท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ สำหรับองค์อื่น ๆ จะมอบให้กับอดีตผู้บังคับบัญชา และผู้บังคับบัญชาชั้นสูงต่อไป
 
          และเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๙ พลเอกสิริชัย ธัญญสิริ ปลัดกระทรวงกลาโหมได้เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะอดีตบูรพมหากษัตริยาธีราชเจ้าทุกพระองค์ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยในวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๔๙ จะประกอบพิธีเททององค์คชสีห์ ณ บริษัทเอเชียไฟน์อาร์ต อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และในวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๙ จะมีพิธีมังคลาภิเษกในบริเวณลานอเนกประสงค์ในศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งในวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๙ จะกระทำพิธีเปิดแพรคชสีห์ บริเวณด้านหน้าอาคารศาลาว่าการกลาโหม นอกจากนี้ยังมีการจัดสร้างองค์คชสีจำลองขึ้นจำนวน ๑๐๙ องค์โดยจะมีหมายเลขกำกับตั้งแต่หมายเลข ๐๐๑/๑๐๙ จนถึงหมายเลข ๑๐๙/๑๐๙ โดยองค์แรกจะเก็บเป็นต้นแบบไว้ที่กระทรวงกลาโหมเพื่อเป็นประวัติศาสตร์ องค์ที่ ๒ จะถวายให้กับพระพรหมวัชรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา และองค์ที่ ๓ จะมอบให้กับท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ สำหรับองค์อื่น ๆ จะมอบให้กับอดีตผู้บังคับบัญชา และผู้บังคับบัญชาชั้นสูงต่อไป
 
          จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า คชสีห์ ถือเป็นเครื่องหมายราชการแห่งกระทรวงกลาโหมและเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ จงรักภักดี และนี่คงเป็นตำนานคชสีห์ที่จะอยู่คู่กับกระทรวงกลาโหมไปอีกตราบนานเท่านาน