พระมหากษัตริย์กับกองทัพไทย

ประวัติศาสตร์ชาติไทย ไม่เคยว่างเว้นจาการมีผู้นำ  นับเริ่มตั้งแต่ได้มีการ " สร้างบ้านแปงเมือง " ขึ้นเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าไทยเป็นต้นมาผู้นำชนชาติไทยหลาย ยุคหลายสมัย  ต่างได้เสียสละ อดทน ตรากตรำกรำศึกสงครามต่อสู้กับอริราชศัตรู เพื่อนำความเป็น " ไท "  มาสู่ชนในชาติ   พร้อมกันไปกับการสร้างความแข็งแกร่งและ ความเป็นปึกแผ่นอันมั่นคงขึ้นบนดินแดนสยามประเทศ


             คนไทยจึงได้ขนานนามเรียกผู้นำว่า " พ่อขุน " หรือ " พระเจ้าแผ่นดิน " หรือ " พระเจ้าอยู่หัว " ซึ่งชี้ชัดถึงความเคารพ สักการะ  การเทอดทูลบูชาในความเสียสละอย่างใหญ่หลวงของผู้นำ    ซึ่งหากเปรียบเทียบกับระดับครอบครัวก็คงหมายถึงเป็น " พ่อ " ที่ดูแลคนในครอบครัว และกระทำทุกอย่างโดยไม่ย่อท้อ  ต่อความเหนื่อยยาก เพียงเพื่อนำความสุข ความเจริญ  การอยู่ดี กินดีมาให้  " ลูก "   นอกจากความรู้สึกผูกพันประดุจบิดากับบุตรแล้ว คนไทยยังตระหนักสำนึกในความเป็น " พระเจ้าแผ่นดิน " ของผู้นำ ที่ได้บุกเบิกแสวงหา และต่อสู้ให้ได้มาซึ่ง ดินแดนอันป็นที่อยู่อาศัยเพื่อประกอบกิจกรรมทำมาหากิน และดำรงชีพ ทั้งยัง รักษาให้คงอยู่จนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน และจะรักษาสืบต่อไป ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้นำจึงได้รับการยกย่อง ในสถานะแห่ง   " พระเจ้า อยู่หัว " ดังได้มีการแสดงออกให้เป็นที่ประจักษ์   ตลอดจนได้มีการตกแต่งถ้อยคำที่ใช้สื่อระหว่างผู้คนในแผ่นดินกับเจ้าเหนือหัว ให้แตกต่างไปจากคนทั่วไป   อันเป็นที่มาของคำราชาศัพท์   ในเวลาต่อมาด้วย  ไม่ว่ายุคใด  สมัยใด   และภายใต้การปกครองใน ระบอบใด พ่อขุน หรือพระเจ้าอยู่หัว หรือพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระมหากษัตริย์ ตามศัพท์ที่ขานเรียกกันในปัจจุบัน   จึงทรงดำรง พระสถานะเป็น ประมุขของประเทศ พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ  ที่เอื้อให้บ้านเมืองมีความสุขสงบ  และด้วยความ สมบูรณ์พูนสุข ยามใดที่พระราชอาณาจักรต้องประสบทุกข์ภัย จะจากกรณีใดก็ตาม พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงเป็นผู้นำในการแก้ปัญ หาจนลุล่วง ครั้นเมื่อมีศึกสงครามมาประชิดเมือง ก็ทรงนำไพล่พล ออกต่อต้านการศึกด้วยพระองค์เอง พระมหากรุณาธิคุณของ พระมหากษัตริย์ที่ทรงประกอบสืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน จึงกว้างใหญ่ไพศาลเกินจะประมาณ หรือนำมาประมวลให้เด่นชัดได้ แม้เพียงพระราชกรณียกิจ ในรัชกาลปัจจุบันเท่านั้นก็ตาม
  จากหลักฐานและเหตุการณ์ที่ปรากฎในประวัติศาตร์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นต้นมา พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทั้งด้านการปกครองและการทหาร  โดยทรงจัดด้านการทหารให้สอดคล้องกับระบบ การปกครองในราชสกุลเป็นหลัก มีประชาชนทั้งหลายเป็น ลูกบ้านแต่ละครัวเรือนมีพ่อบ้านปกครองกันเอง จากครัวเรือนนำเข้ามา เป็นเมือง ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าเมือง  จากเมืองรวมกันเข้าเป็นประเทศ อยู่ในความปกครองของพระมหากษัตริย์  และในยามที่เกิดศึกสงครามพระมหากษัตริย์ทรงเป็น จอมทัพเองและทรงบัญชาการทหาร   โดยตรงนับเป็นลักษณะพิเศษประการหนึ่งของกองทัพไทยที่มีพระมหากษิตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย   มาจนถึงปัจจุนบัน การจัดและการบังคับบัญชาหน่วยงานทหารหรือกองทัพไทยในสมัยโบราณ แบ่งเป็น ๓ กองทัพและมีความสำคัญแตกต่างกันไป ดังนี้.-
กองทัพหลวง จัดเป็นกองทัพที่มีความ สำคัญที่สุด เพราะมีพระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพ ส่วนกำลังพลใช้วิธีเรียกเกณฑ์จากคนชั้นใน คือ กรุงสุโขทัย ซึ่งเป็นราชธานี โดยในสมัยก่อนนั้น เมื่อเกิดศึก สงครามชายไทยทุกคนจะต้องเข้าประจำการได้ทันที่ ที่กำหนดไว้ว่า บรรดาชายไทยที่เป็นชายฉกรรจ์ให้เป็นทหารทุกคน
กองทัพหัวเมือง เป็นกองทัพหัวเมือง เขตชั้นกลางซึ่งจะจัดเข้าสมทบกองทัพหลวงในยามสงคราม โดยเรียกกำลังพลจากในเมืองต่างๆที่ตั้งรายล้อมราชธานีอยู่ทั้ง ๔ ทิศ มาจัดเป็นกองทัพได้แก่ เมืองศรีสัชนาลัย (สวรรค์โลก) ด้านทิศเหนือ เมืองสระหลวง(พิจิตร) ด้านทิศไต้ เมืองสองแคว (พิษณุโลก) ด้านทิศตะวันออก และเมืองซากังราว (กำแพงเพชร) ด้านทิศตะวันตก
กองทัพประเทศราช จัดจากเมืองประเทศราช  ซึ่งเป็นเขตชั้นนอก อาทิ หลวงพระบาง  นครศรีธรรมราช และตะนาวศรี เป็นต้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์ว่า  จะมีพระราชบัญชาให้ประเทศ ราชจัดเป็นกองทัพเข้าร่วมในการสงคราม หรือให้ส่งเป็นสัตว์พาหนะและเสบียงอาหาร

           ต่อมาในระยะหลัง  เมื่อกิจการทหารในกรุงสุโขทัยเริ่มเสื่อมลง  ศัตรูก็ขาดความยำเกรง ผู้ที่เคยสวามิภักดิ์กลับ คิดแข็งเมือง ทำให้ประชาชนเริ่มหวั่นไหวและมีชีวิตอยู่อย่างขาดความสงบสุข ในที่สุด พระเจ้าธรรมราชาลิไทย จึงตัดสินพระทัยยอมเป็นบ้านพี่น้องกับกรุงศรีอยุธยาแต่สภาพของความเป็นบ้านพี่เมืองน้องดำเนินอยู่ได้ไม่นานก็ต้องยอมลด ฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา โดยมีสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ หรือ เจ้าสามพระยา ปรากฎว่าไม่มี ราชวงศ์ พระร่วงพระองค์ใดที่จะสามารถปกครองสุโขทัยต่อไปได้ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๒ จึงทรงพระกรุณาโปรด เกล้า ฯ ให้พระราเมศวร ราชโอรส ซึ่งเป็นพระมหาอุปราชขึ้นไปครองหัวเมืองเหนือ ทั้งปวง โดยประทับอยู่ ณ เมืองพิษณุโลก นับจากเวลานั้นเป็นต้นมา อาณาจักรทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ก็ถูกรวบรวมเป็นแผ่นดินเดียวกัน ในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้น กิจการด้านการทหารและการปกครอง ยังคงใช้ระบบเดียวกับสมัยสุโขทัย กล่าวคือ มีกรุงศรีอยุธยาราชธานีเป็นแกนกลาง มีเมืองหน้าด่านอยู่สี่ด้าน และเมืองชั้นนอกซึ่งให้ปกครองกันเอง ครั้นเกิดศึกสงคราม พระมหากษัตริย์ทรงทำหน้าที่จอมทัพ ส่วนไพล่พลก็ได้มาจากการเกณฑ์ชายไทยทุกคนในเขตเมืองชั้นในเข้าเป็นทหาร ใช้การรบบนพื้นดิน หลังม้า และหลังช้างเป็นหลัก
            ครั้งล่วงมาถึงรัชสมัย   สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ   พระองค์ทรงโปรดให้ทำการปรับปรุงด้านระเบียบแบบแผนและอาวุธยุฑโธปกรณ์   ให้ก้าวหน้าไปตามยุคสมัย อันนำ ไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการทหารด้วย โดยทรงกำหนดให้ตั้งทำเนียบหน้าที่ กรม กอง ทำเนียบศักดินา และจัดทำทำเนียบหัวเมืองขึ้น โดยแบ่งหน้าที่ราชการ ออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายทหาร มีสมุหกลาโหม เป็นผู้บังคับบัญชา ตรวจตราราชการฝ่ายทหารทั่วพระราชอาณาจักร มีแม่ทัพใหญ่รองลงมา ๒ ตำแหน่ง คือ ออกญาสีหราช เดโช ( แม่ทัพฝ่ายขวา )  และออกญาสีหราชเดโชท้ายน้ำ ( แม่ทัพฝ่ายซ้าย )  ทั้งยังมีแม่ทัพรองประจำเมืองที่สำคัญ   และได้กำหนดตำแหน่งที่สำคัญไว้อีก  ๒  ตำแหน่ง คือ นายพลทหารช้าง กับนายพลทหารราบ อีกฝ่ายหนึ่งคือ  ฝ่ายพลเรือน มีสมุหนายก  เป็นหัวหน้าควบคุมบังคับบัญชา  โดยมีเสนาบดี ๔ คน ช่วยบัญชาการ   เรียกว่า จตุสดมภ์ แม้จะมีการแยกอำนาจฝ่ายทหารออกจากฝ่ายพลเรือน แต่เมื่อถึงยามสงครามทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนต้องเข้าประจำการตามทำเนียบกองทัพที่เตรียมไว้ในยามปกติ  โดยยังคงใช้หลักการให้ชายฉกรรจ์ชาวไทยต้องเป็นทหารทุกคน  ในสมัยกรุงศรีอยุธยา   คนไทยเข้าสู่สงครามต่อสู้กับพม่ามาโดยตลอด   จนบางครั้งถึงขั้นเพลี้ยงพล้ำต้องเสียกรุง และจากการที่ต้องรบทัพจับศึกอยู่ตลอดเวลานั่นเอง ไทยจึงต้องสูญเสียไพล่พลไปในการสู้รบเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นครองราช  พระองค์จึงทรงมีความจำเป็นต้องยอมรับชาวต่างชาติที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในราชธานีเป็นทหารอาสา  และได้ดำเนินการเช่นนี้สืบต่อมาถึง รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  โดยโปรดให้จัดเป็นกรมอาสาต่าง ๆ ขึ้น   เช่นกรมอาสาญี่ปุ่น  กรมอาสาจาม  กรมทหารแม่นปืน  และทหารประจำปืนราชบรรณาการ เป็นต้น   ครั้งถึงสมัยสมเด็จพระเพทราชาทหารต่างชาติได้ก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง   จนไทยเกือบจะเสียทีแก่ฝรั่งต่างชาติ   แต่ในที่สุด  ไทยสามารถบังคับให้ทหาร ฝรั่งเศส ออกไปนอกประเทศได้ หลังจากนั้นมา กิจการทหารก็เริ่มเสื่อมถอยลง เนื่องจากเกิดความหวาดระแวงกันเอง และขาดความไว้วางใจในหมู่ข้าราชการจนนำไปสู่การ แบ่งแยกการปกครองระหว่างสมุหนายกกับสมุหกลาโหม ออกจากกันอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ เพื่อถ่วงดุลอำนาจระหว่างกันการเสื่อมถอยของพลังอำนาจทางทหารปรากฎเด่นชัด ขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และได้เสื่อมลงถึงที่สุดในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ จนถึงขั้นเสียกรุงครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐  แต่นับเป็นความโชคดีที่พระยา ตาก( สิน ) หรือพระยาวชิรปราการ  เจ้าเมืองกำแพงเพชร  ทรงกู้ชาติได้สำเร็จ และทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีแล้วทรงปกครองประเทศสืบต่อมาโดยทรง พระ นามว่า   พระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์โปรดให้ทำการปรับปรุงระบบทหารที่เสื่องลงไป จนเจริญขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

           พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกพระองค์ขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์  อันเป็นการนำมาสู่การเริ่มต้นยุคกรุงรัตนโกสินทร์  ก็ยังไม่พ้นจากการรุกรานของพม่าข้าศึกได้  ทั้งยังเกิดสงครามครั้งยิ่งใหญ่ คือ สงครามเก้าทัพ  เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๘  สงครามครั้งนี้แม้ทัพข้าศึกจะมีกำลังมากกว่าแต่กองทัพไทย  ก็สามารถต้านทานได้จน ข้าศึกต้องปราชัยไป    และนับแต่นั้นมาพม่าก็ไม่ได้ยกทัพ  มารุกรานไทยอีกเลยแสดงให้เห็นถึง  พระอัฉริยภาพและพระปรีชา สามารถในด้านการทัพของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท  อย่างแท้จริง


             นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๒ แห่ง   กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นต้นมา   ประเทศไทยไม่ต้องเผชิญกับการรบทัพจับศึกเช่นในสมัย กรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป  พระมหากษัตริย์จึงทรงมีเวลาทนุบำรุงบ้านเมืองในด้านต่าง ๆ มากขึ้น   โดยเฉพาะในด้านการทหาร ดังปรากฎว่านอกจากการสร้างป้อมปราการและการสร้างเมืองป้องกันข้าศึกทางทะเลแล้ว  ยังมีการริเรี่มทำการฝึกทหารแบบ ตะวันตก  เนื่องจากในรัชกาล   พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น   ประเทศไทยเรี่มมีการติดต่อกับชาวต่างชาติอีก ครั้งหนึ่ง พระมหากษัตริย์ไทยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พ่อค้าต่างประเทศจัดหาปืนใหญ่และปีนเล็กมาไว้ใช้ในกองทัพ ไทย  โดยทรงให้ผลประโยชน์ตอบแทน อาทิ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งให้กัปตันแฮน ชาวอเมริกัน ผู้ถวายปีนคาบศิลา จำนวน ๕๐๐ กระบอก   แก่ทางราชการ เป็น "หลวงภักดี" เป็นต้น   นอกจากด้านอาวุธแล้วยังโปรดให้ปรับปรุงกิจการทหาร ด้านอื่น ๆ   อีกหลายประการ อาทิ  ด้านเครื่องแต่งกายทหาร   โปรดให้แต่งเครื่องแบบทหารซีปอย  เป็นต้น
ต่อมาในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ  ให้มีการปรับปรุงด้านกิจการทหารเพี่มเติม อาทิ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดหน่วยทหารราบและทหารปืนใหญ่ขึ้นเป็นหน่วยประจำการ ตลอดจนโปรดให้มีการฝึกหัด ทหารซีปอย เพื่อจัดเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์รวมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดสร้างเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์และ สร้างป้อมปราการเพี่อรักษาปากน้ำสำคัญไว้ เนื่องจากในห้วงเวลานั้น สงครามสมัยใหม่ ได้คุกคามเข้าสู่ทวีปเอชีย นั้นคือ การ ล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก   โดยมีการแผ่ขยายอำนาจเข้าสู่ภาคพื้นตะวันออก   และการดำเนินการดังกล่าวเรี่มทวีความ รุนแรงขึ้นทุกขณะ จนหลายประเทศต้องยอมพ่ายแพ้แก่กองทัพอันแข็งแกร่งของอังกฤษ ซึ่งพยายามดำเนินการทุกวิถีทางที่จะเข้ามามีอำนาจเหนือประเทศทางตะวันออก


              เมื่อชาวตะวันตกเผยแพร่อารยธรรมเข้าสู่ประเทศไทย  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   จึงทรงยอมรับด้วยดีโดย ทรงคัดเลือกเฉพาะสิ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่บ้านเมือง และทรงนำมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย พร้อมกันนั้น ก็ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าไปตามวิวัฒนาการของโลก   ตลอดจนพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ   ให้จ้างชาวยุโรปและชาว อเมริกันเข้ามารับหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ ด้วย สำหรับด้านการทหารนั้น ก็โปรดให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากแบบโบราณมาเป็นแบบ ชาติตะวันตก โดยทรงแยกเป็นทหารวังหลวง กับทหารวังหน้า เป็นการส่งเสริมกองทัพไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ทั้งยังโปรดให้จ้างครู ชาวอังกฤษ ๒ คน คือ ร้อยเอก อิมเปย์ กับร้อยเอก โธมัส ยอร์ช น๊อก มาทำการฝึกสอนทหาร ตลอดจนโปรดให้จัดตั้ง " กรมทหารน่า " ซึ่งเป็นหน่วยที่ได้รับการฝึกอย่างยุโรปขึ้นด้วย
จนถึงรัชกาล     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว    ด้วยความที่ทรงสน พระราชหฤทัยด้านการทหารมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดเด็กในพระบรมมหาราชวัง ฝึกด้านการ ทหารตามยุทธวิธีอย่างใหม่ แล้วโปรดให้เรียกว่า " ทหารมหาดเล็กไล่กา "ในชั้นต้นมีประมาณ ๑๒ คน ต่อมา ได้รับการพัฒนาไปสู่ ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ จึงมีการจัดตั้งเป็นกรมทหารมหาดเล็กขึ้น ซึ่งพระองค์ทรงใช้กรมทหารมหาดเล็กนี้เองเป็นแกนกลาง ในการขยายกำลังรบ และเป็นจุดกำเนิดของโรงเรียน  นายร้อยทหารบก สำหรับโรงเรียนนายร้อยทหารบกนั้น  ทรงพระกรุณาโปรด เกล้า ฯ  ให้เปิดโรงเรียนเมื่อ ๕ ส.ค.๒๔๓๐ โดยในระยะแรกของการจัดตั้ง ให้ชื่อว่า คเด็ตสกูล ปัจจุบันได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาติจาก  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า  ให้ใช้ชื่อว่า " โรงเรียน นายร้อยพระจุลจอมเกล้า "
             สถาบันแห่งนี้ ได้ผลิตนายทหารออกมารับใช้แผ่นดิน และสถาบันพระมหากษัตริย์  โดยได้ทำความรุ่งเรืองให้ประเทศชาติมาเป็นเวลายาวนานเกินกว่าหนึ่งศตวรรษ แล้วด้วยพระเนตรอันยาวไกลของพระมหากษัตริย์แต่ละรัชกาล ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ทำการปรับปรุงกิจการทหารมาโดยลำดับ ประกอบกับการดำเนินวิเทโศบาย ที่ชาญฉลาด กอรปด้วยวิสัยทัศน  ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เสด็จประพาสยุโรป   เพื่อทรงดำเนินทางพระราชไมตรีกับประเทศมหาอำนาจในขณะนั้น โดยเฉพาะรัสเซีย จึงช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก ในสงครามล่าอาณานิคม  ในขณะที่ประเทศรอบบ้านไม่มีประเทศใดรอดพ้นจาก การเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกไปได้เลยผ่านจากยุคล่าอาณานิคม ไทยได้ก้าวเข้ามาสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในการสงครามนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว ทรงประกาศศักดิ์ศรีของชาวไทยให้ชาวโลกได้ประจักษ์ ด้วยการตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับฝ่ายเยอรมันนี และออสเตรีย - ฮังการี เมื่อ ๒๒ กรกฎาคม๒๔๖๐ หลังจากวางตัวเป็นกลางรอดูท่าทีที่ชัดเจนมาตั้งแต่เริ่มสงคราม   เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗    การเข้าสู่สงครามของทหารไทย   ได้นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ ทำให้ชาติสัมพันธมิตร ในยุโรปรู้จักประเทศไทยดีขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสอันดีของทหารไทย   ที่จะได้มีประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติงานในสนามรบสมัยใหม่ด้วย นอกจากนั้น ประโยชน์ ประการสำคัญที่ได้รับหลังสงครามสิ้นสุดลงก็คือ  ชาติต่างๆ  ในยุโรป ๑๓ ประเทศ   ที่เคยทำสัญญาผูกมัดไทยไว้    ยอมแก้ไขสัญญาที่ทำไว้แต่เดิม   โดยเฉพาะการยกเลิก อำนาจศาลกงศุล ให้คนต่างชาติมาขึ้นศาลไทย ทำให้ไทยได้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตกลับคืนมา  

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้การสนับสนุน ด้านการทหารอย่างต่อเนื่อง   ด้วยทรงเห็นว่า การทหารเป็นเรื่องที่จะละเลยเสียมิได้เป็นอันขาด  ประกอบกับพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยทางด้านการทหาร  มาตั้งแต่ยัง ทรงพระเยาว์ จึงทรงปรารถนาที่จะเห็นกิจการทหารทั้งกองทัพบก และกองทัพเรือ ( ขณะนั้นยังไม่มีกองทัพอากาศ ) มีความเจริญทัดเทียมชาติอื่น จะได้เป็นส่วนสำคัญใน การป้องกันราชอาณาจักรสืบไป
จากสภาวะทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำให้ทรงดำเนินการอะไรได้ไม่มากนัก  นอกจากนั้นยังถูกซ้ำเติมด้วยภาวะวิกฤติทางเศรษกิจ  อันเป็นผล กระทบจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ และมิใช่เพียงเท่านั้น หากแต่ยังได้เกิดการปฏิวัติโดย " คณะราษฎร " เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์    มาสู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วย  ช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง   กิจการทหารได้รับผลกระทบตามสมควร กล่าวคือ มิใช่เพียงการปรับปรุงอัตรา การจัดระเบียบกรมยุทธศึกษาทหารบกใหม่   ส่งผลให้เมื่อเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศสขึ้น เมื่อเดือนมกราคม ๒๔๘๔   กองทัพบก ต้องพิจารณาเตรียมปรับกำลังและขยายกำลังมากขึ้น พร้อมกับพิจารณานายทหารในตำแหน่งผู้บังคับหมวดที่ยังขาดอัตราอยู่ให้ครบ  โดยระดมนายดาบมาทำหน้าที่ผู้บังคับ หมวดนอกจากนั้นยังต้องให้นักเรียนนายร้อยทหารบก   และนักเรียนเทคนิคทหารบก บางรุ่นสำเร็จการศึกษาก่อนเวลาที่กำหนดไว้ในหลักสูตร   ครั้นสงครามยุติโดยการไกล่ เกลี่ย กองทัพสนาม ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะกิจก็สลายไปตัวตามไปด้วย ส่วนกำลังหลักจากหน่วยต่าง ๆ ได้กลับคืนสู่กรมกอง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการดำเนินการปรับปรุง ด้านอัตรากำลังต่อไป   เพื่อให้รับกับการขยายกำลังของกองทัพในส่วนต่าง ๆ  โดยกานเร่งผลิตนายทหารจากหลักสูตรต่าง ๆ ที่เปิดทำการสอนอยู่แล้วแม้กระนั้น  ก็ยังไม่เป็น การเพียงพอ


                จอมพล ป. พิบูลสงคราม   นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น   ซี่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกอีกตำแหน่งหนึ่งจึงดำริให้เปิด หลักสูตรใหม่ขึ้นอีก ๒ หลักสูตร   ได้แก่   นักเรียนนายร้อยสำรองทหารบก และหลักสูตร   นักเรียนนายร้อยหญิงการเพี่มการผลิตกำลัง ทหารของกองทัพไทย ทันต่อการรองรับสถาณการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ขยายมาทางเอเชีย   จนกลายเป็นสงครามมหาเอเชียบูรพา โดยเริ่มขึ้นเมื่อ ๘ ธ.ค.๒๔๘๔ ในวันที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่จังหวัดชายแดนของไทย และสิ้นสุดลงเมื่อ ๑๔ ส.ค.๒๔๘๘ โดยจักพรรดิ ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม หลังจากถูกสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิด ที่เมื่องฮิโรชิมาและนางาซากิ การสงครามครั้งนี้แม้รัฐบาลไทยจะทำ สัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ทั้งยังได้ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเมื่อ ๒๕ ม.ค. ๒๔๘๕   ด้วยแต่ประเทศไทยไม่ได้ ตกอยู่ในฐานะประเทศผู้แพ้สงคราม  ทั้งนี้เนื่องจากมีหน่วยต่อต้านญี่ปุ่นในชื่อ  ขบวนการเสรีไทยให้ความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาและ อังกฤษดำเนินการอย่างลับๆ  เพื่อทำลายอำนาจญี่ปุ่นในประเทศไทยประกอบกับสนธิสัญญาที่ไทยทำกับญี่ปุ่นขาดความสมบูรณ์  เพราะ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จำนวน ๓ ท่านคือ พระองค์เจ้าอทิตย์ทิพยาอาภา และเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน ส่วน ดร.ปรีดี พนมยงค์ ไปเยี่ยมมารดาที่ต่างจังหวัดไม่ได้ลงชื่อด้วย  
ไทยก็ต้องยอมเสียดินแดนที่ได้คืนมาจากฝรั่งเศส    ในกรณีพิพาทอินโดจีน ให้อังกฤษและฝรั่งเศลกลับไป ทั้งยังต้องยอมเสียเปรียบอังกฤษอีกหลายประการโดยอังกฤษได้ตั้งข้อเรียกร้องกับไทยถึงขนาดให้เปลี่ยน ฐานะเป็นประเทศในอารักขาของอังกฤษ รวมทั้งได้ส่งกำลังทหารมาบังคับให้ไทยจำยอมในข้อสัญญาด้วย แต่สหรัฐอเมริกาได้ช่วยมิให้ ไทยต้องกลายเป็นประเทศในอารักขาของอังกฤษ โดยขัดขวางและโต้แย้งว่าขบวนการเสรีไทยได้มีส่วนช่วย ทำให้ฝ่ายสัมพันธ์มิตรได้ รับชัยชนะ   ประเทศไทยจึงหาใช่ประเทศผู้แพ้สงครามไม่เพียง  แต่เป็นประเทศที่ถูกญี่ปุ่นยึดครองเท่านั้นทั้งนี้สหรัฐอเมริกา ได้แสดง ให้เห็นว่าการประกาศสงครามของไทยต่อสหรัฐอเมริกาถือเป็นโมฆะ จึงมิได้ประกาศสงครามโต้ตอบไทยคงมีแต่ประเทศอังกฤษที่ได้ประกาศสงครามตอบ


            หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง   กองทัพไทยจึงยินยอมรับความช่วยเหลือทางทหาร จากสหรัฐอเมริกา  ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นต้นมา  โดยให้หน่วยจั๊สแม๊กของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา อยู่ในประเทศไทยในฐานะที่ปรึกษาทางทหาร หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลงการแพร่ขยายของ ลัทธิคอมมิวนิสต์  กระทำได้กว้างขวางยิ่งชึ้นจนนำไปสู่สถาณการณ์สู้รบในประเทศอินโดจีน ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับไทย  และในที่สุด  ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็สามารถเข้ายึดครองประเทศอินโดจีนได้สำเร็จ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อ ๒๕๒๒ ก็ยังเป็นการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ อยู่เช่นเดิม  เพียงแต่เปลี่ยนจากสายจีนเป็นสายโซเวียต  ประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ในอินโดจีนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้    แม้ทางรัฐบาลจะได้อนุมัติให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ (ศปศ.) ขึ้นทั่วประเทศ   ตั้งแต่ช่วง พ.ศ.๒๕๐๕   เป็นต้นมา    เพื่อปฏิบัติการจิตวิทยา และฟื้นฟูสภาพจิตใจ ประชาชน ในพื้นที่ๆ กลายเป็นสมรภูมิรบสำคัญของการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ กระนั้นก็ไม่สามารถสกัดกั้นการขยายอิทธิพล  ของฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้   ประเทศไทยจึงต้องเผชิญกับ สถานการณ์ปฏิวัติโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทสไทย และต้องใช้เวลานานนับเป็นสิบ ๆ ปี กว่าจะ แก้ไขได้สำเร็จ กล่าาวคิอ การดำเนินงานของรัฐบาล ในการป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายคอม มิวนิสต์ เริ่มประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น
หลังการประกาศใช้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๓๓ เมื่อ ๒๓  เมษายน ๒๕๓๓ ที่นำเอามาตราการทางการเมืองมานำมาตราการทางทหาร  ครั้นปัญหาการแพร่ขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์คลี่คลายลง จนถึงขั้นประกาศยุติ สถานการณ์ปฏิวัติ  เมื่อปลาย พ.ศ.๒๕๒๖หลังจากนั้นไม่นานคนไทยก็ต้องประสบกับภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจในระหว่างที่ประเทศกำลังฟื้นตัว เพื่อก้าวไปสู่ประเทศอุตสาห กรรม ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นการเผชิญกับสงครามเศรษฐกิจ ซึ่งซ้ำเติมลงบนความทุกข์ยากของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในอดีต นอกจาก นั้น พื้นที่ชายแดนบางแห่งก็ยังได้รับผลกระทบจากการสู้รบภายในประเทศของประเทศเพื่อนบ้าน ภาวะเหล่านี้เป็นตัวเร่งที่นำไปสู่ปัญหาทางสังคม ถ้ารัฐบาลและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไม่รีบแก้ไขให้ทันการณ์ ไทยอาจต้องประสบกับปัญหาทางสังคมที่รุนแรงยิ่งกว่าปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจก็เป็นได้
สภาวะสงครามที่ไทยต้องเผชิญมาโดยตลอด ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ   นับตั้งแต่การสิ้นสุดลงของสงครามที่มีการจัดทัพแบบโบราณ ซึ่งพระมหา กษัตริย์ทรงนำทัพออกต่อสู้กับข้าศึกด้วยพระองค์เอง  มาสู่สงครามรูปแบบใหม่ที่เรี่มจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ติดตามมาด้วย สงครามโลกถึงสองครั้ง  โดยใน ช่วงก่อนสงครามโลครั้งที่ ๒ ไทยต้องเผชิญกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศสด้วย ครั้นสงครามโลกครั้ง ที่ ๒ ยุติลง ไทยก็ต้องหันมาจัดการกับปัญหาความแตกแยกภายในประ เทศที่เกิดขึ้นจากการแพร่ขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์นับเป็นเวลายาวนานเกือบ ๓๐ ปี  เมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น   จนสามารถยุติสถาณการ์ปฎิวัติ ลงได้   แต่ในเวลาไม่นานนัก   ก็ต้องมาเผชิญกับสภาวะวิกฤติทางเศรษกิจในโลกยุคโลกาภิวัตน์อีก
หากมิใช่ด้วยพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช องค์จอมทัพไทยที่ทรงนำกำลังจากหน่วยราชการต่าง ๆ ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ออกช่วยเหลือแก้ปัญหาที่มีอยู่หลากหลายให้ประ ชาชน เพื่อจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามสมควรแล้วคงเป็นไปได้ยากที่ประเทศไทยจะสามารถฟื้นตัวและเอาชนะ สงครามแห่งความยากจน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง ต่อความมั่นคงของประเทศชาติได้

เอกสารอ้างอิง หนังสือ บก.ทหารสูงสุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับกองทัพไทย ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เนื่องในโอกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒
พ.อ. สงบ แก้วเทศ ผู้จัดทำ webpage