

ต่อมาในระยะหลัง
เมื่อกิจการทหารในกรุงสุโขทัยเริ่มเสื่อมลง ศัตรูก็ขาดความยำเกรง
ผู้ที่เคยสวามิภักดิ์กลับ คิดแข็งเมือง
ทำให้ประชาชนเริ่มหวั่นไหวและมีชีวิตอยู่อย่างขาดความสงบสุข ในที่สุด
พระเจ้าธรรมราชาลิไทย
จึงตัดสินพระทัยยอมเป็นบ้านพี่น้องกับกรุงศรีอยุธยาแต่สภาพของความเป็นบ้านพี่เมืองน้องดำเนินอยู่ได้ไม่นานก็ต้องยอมลด
ฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา โดยมีสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ หรือ
เจ้าสามพระยา ปรากฎว่าไม่มี ราชวงศ์
พระร่วงพระองค์ใดที่จะสามารถปกครองสุโขทัยต่อไปได้ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๒
จึงทรงพระกรุณาโปรด เกล้า ฯ ให้พระราเมศวร ราชโอรส
ซึ่งเป็นพระมหาอุปราชขึ้นไปครองหัวเมืองเหนือ ทั้งปวง โดยประทับอยู่ ณ
เมืองพิษณุโลก นับจากเวลานั้นเป็นต้นมา อาณาจักรทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้
ก็ถูกรวบรวมเป็นแผ่นดินเดียวกัน ในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
กิจการด้านการทหารและการปกครอง ยังคงใช้ระบบเดียวกับสมัยสุโขทัย กล่าวคือ
มีกรุงศรีอยุธยาราชธานีเป็นแกนกลาง มีเมืองหน้าด่านอยู่สี่ด้าน
และเมืองชั้นนอกซึ่งให้ปกครองกันเอง ครั้นเกิดศึกสงคราม
พระมหากษัตริย์ทรงทำหน้าที่จอมทัพ
ส่วนไพล่พลก็ได้มาจากการเกณฑ์ชายไทยทุกคนในเขตเมืองชั้นในเข้าเป็นทหาร
ใช้การรบบนพื้นดิน หลังม้า และหลังช้างเป็นหลัก
ครั้งล่วงมาถึงรัชสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
พระองค์ทรงโปรดให้ทำการปรับปรุงด้านระเบียบแบบแผนและอาวุธยุฑโธปกรณ์ ให้ก้าวหน้าไปตามยุคสมัย
อันนำ ไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการทหารด้วย
โดยทรงกำหนดให้ตั้งทำเนียบหน้าที่ กรม กอง ทำเนียบศักดินา
และจัดทำทำเนียบหัวเมืองขึ้น โดยแบ่งหน้าที่ราชการ ออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายทหาร
มีสมุหกลาโหม เป็นผู้บังคับบัญชา ตรวจตราราชการฝ่ายทหารทั่วพระราชอาณาจักร
มีแม่ทัพใหญ่รองลงมา ๒ ตำแหน่ง คือ ออกญาสีหราช เดโช ( แม่ทัพฝ่ายขวา )
และออกญาสีหราชเดโชท้ายน้ำ ( แม่ทัพฝ่ายซ้าย )
ทั้งยังมีแม่ทัพรองประจำเมืองที่สำคัญ
และได้กำหนดตำแหน่งที่สำคัญไว้อีก ๒ ตำแหน่ง คือ
นายพลทหารช้าง กับนายพลทหารราบ อีกฝ่ายหนึ่งคือ ฝ่ายพลเรือน มีสมุหนายก
เป็นหัวหน้าควบคุมบังคับบัญชา โดยมีเสนาบดี ๔ คน ช่วยบัญชาการ
เรียกว่า จตุสดมภ์ แม้จะมีการแยกอำนาจฝ่ายทหารออกจากฝ่ายพลเรือน
แต่เมื่อถึงยามสงครามทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนต้องเข้าประจำการตามทำเนียบกองทัพที่เตรียมไว้ในยามปกติ
โดยยังคงใช้หลักการให้ชายฉกรรจ์ชาวไทยต้องเป็นทหารทุกคน ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
คนไทยเข้าสู่สงครามต่อสู้กับพม่ามาโดยตลอด
จนบางครั้งถึงขั้นเพลี้ยงพล้ำต้องเสียกรุง
และจากการที่ต้องรบทัพจับศึกอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
ไทยจึงต้องสูญเสียไพล่พลไปในการสู้รบเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะหลังสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช





เอกสารอ้างอิง หนังสือ บก.ทหารสูงสุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับกองทัพไทย
ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เนื่องในโอกาส
พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒
พ.อ. สงบ แก้วเทศ
ผู้จัดทำ webpage