พลเอกสัมผัส พาสนยงภิญโญ
ผู้ที่เกิดมาเพื่อ อุทิศทั้งกำลังกาย กำลังใจและกำลังความสามารถให้กับประเทศชาติเป็นสำคัญ

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2467 คือปีเกิดของ พล.อ.สัมผัส พาสนยงภิญโญ เป็นเด็กที่มีความซุกซนและเฉลียวฉลาด การเรียนหนังสืออยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยตลอดเป็นที่รักของบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่และน้องๆ เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณตาของท่านรักท่านประดุจแก้วตา ยามว่างท่านจะไปนั่งฟังคุณตาเล่านิทาน ตำนานต่าง ๆ อย่างเพลิดเพลิน เมื่อเวลาวันหยุดเสาร์–อาทิตย์ ท่านจะออกไปท่องเที่ยวตามสวนผลไม้หลังบ้านชมนกชมไม้กับเพื่อนเล่นเด็ก ด้วยกันละแวกนั้น ตามประสาเด็กผู้ชาย และในบางครั้ง ความซุกซนในวัยเด็กทำให้ไปเที่ยวไกลจากบ้านเกินควร เช่น ไปแข่งกับเพื่อนปีนองค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อนบางคนปีนขึ้นไปได้แต่ลงไม่ได้ จนถูกคุณแม่ของท่านตามไปจับตัวกลับมาและเตรียมลงโทษด้วยการตี แต่ก็ถูกคุณตาเข้าขัดขวางเพราะความรักหลาน แม้คุณตาจะตามใจและเข้าข้างมาตลอด แต่ท่านก็ไม่ได้เสียเด็กแต่อย่างไรคงเรียนดีมาโดยตลอดและเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่เสมอ   ท่านเป็นพี่คนโตที่น้อง ๆ ให้ความเคารพนับถือ เนื่องจากท่านมีความรักน้อง ๆ และมีความเสียสละมาตั้งแต่เด็ก ครั้งหนึ่งท่านและน้องกับเพื่อนละแวกนั้น เล่นกันอยู่กลางลานบ้านมีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งไล่กัดคนมาเรื่อย ๆ จนถึงลานหน้าบ้านที่ท่านและเพื่อนเล่นกันอยู่ เด็กทั้งหมดแตกฮือวิ่งหนีหมาบ้าตัวนั้นรวมทั้งท่านด้วย แต่น้องคนหนึ่งของท่านนั่งร้องไห้จ้าด้วยความตกใจกล้ว ไม่ลุกขึ้นวิ่งหนี ขณะที่หมาบ้าตัวนั้นวิ่งตรงเข้าไปใกล้น้องของท่านทุกที ท่านจึงรีบวิ่งตรงเข้าไปอุ้มน้องของท่าน วิ่งหนีออกมาอย่างหวุดหวิดจนเกือบจะถูกหมาบ้ากัด นับได้ว่าท่านเป็นเด็กที่มีความกล้าหาญ เสียสละ และรักน้องอย่างที่สุด

 ในวัยหนุ่มท่านชอบเล่นบิลเลียดมาก เคยแข่งขันในระดับกองพล กรม  และกองพัน จนได้ถ้วยรางวัลมากมาย วันสุดสัปดาห์ท่านชอบพาภรรยาและลูกๆ ไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด เช่น จ.เชียงใหม่ ชมโบราณสถานในที่ต่างๆ ไปไหว้พระบรมธาตุดอยสุเทพ ฯ ไป จ.  กาญจนบุรี บางแสน เขาใหญ่ ฯลฯ ทุกครั้งที่ผ่านสถานที่สำคัญหรือที่เป็นประวัติศาสตร์ของชาติ ท่านก็จะเล่าให้ลูกๆ ฟัง ทำให้ลูกๆ ได้มีความรู้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทย และความสนุกสนานเพลิดเพลินไปในตัว ท่านชอบเล่นกับลูกๆ ชอบให้ลูกๆ มีนิสัยรักการอ่านหนังสือ เมื่อใดที่ลูกๆ มีข้อสงสัยติดขัดในเรื่องใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ หรือตำนานโบราณ ตลอดจนเรื่องพุทธศาสนา ท่านก็จะช่วยอธิบายให้เกิดความเข้าใจ 

ท่านเป็นผู้ที่มีความรักชาติ อย่างมาก ท่านจะพูดถึงวีรบุรุษไทยในยุคก่อน ๆ อย่างชื่นชมบูชา ท่านรักบูชาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทรงกอบกู้ประเทศชาติ ท่านกล่าวถึงวีรกษัตริย์ไทยหลายพระองค์ ซึ่งแต่ละพระองค์ล้วนกอบกู้ชาติบ้านเมือง ให้พ้นจากการย่ำยีของข้าศึก และยังเคยปรารภบ่อย ๆ ว่าท่านอยากจะไปเกิดในสมัยนั้น ท่านจะเป็นทหารของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และจะได้ไปรบกับข้าศึกด้วย ท่านอบรมลูก ๆ และคนใกล้ชิดเสมอว่าให้ทำงานเพื่อประเทศชาติ อย่าทำงานเพราะเห็นแก่ ยศ ขั้น หรือตำแหน่งใด ๆ

หลังเกษียณอายุ ท่านได้ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับการรักษาคนเจ็บป่วย ที่ส่วนมากรักษาแผนปัจจุบันไม่หายท่านเปิดร้านยา"สมุนไพรเทียนซาน ” ขึ้น ความรู้เรื่องยาสมุนไพรและยาจีนของท่านนั้นแตกฉานอย่างน่าประหลาดใจ ท่านศึกษาเกี่ยวกับสรีรวิทยาของมนุษย์จากตำราแพทย์ ปัจจุบันและตำราจีน ศึกษาค้นคว้าอย่างเอาจริงเอาจัง เอาตัวเองเข้าทดลอง ปรับสูตรยาจนได้ผลเป็นที่พอใจ แพทย์ปริญญาสมัยใหม่หลายท่าน ที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ราวกับว่า ท่านได้เรียนจบแพทย์มาเช่นกัน คนป่วยหลายคนที่รักษาไม่หาย หมอบอกว่า อยู่ได้ไม่เกิน 2 – 3 เดือน ท่านก็ได้ให้การรักษาจนรอดชีวิตอยู่มาได้จนถึงบัดนี้ โรคที่ยาปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ผล บางโรคท่านก็รักษาหาย ท่านเชี่ยวชาญในการรักษาโรคต่าง ๆ เป็นอย่างมาก จนมีการบอกกล่าวกันในหมู่คนไข้ ทำให้มีคนไข้มารักษากันเกือบทั้งวัน จนต้องแบ่งเวลารักษาคนไข้และเวลาพักผ่อนเช่นกัน ในการรักษาคนไข้นั้นท่านทำด้วยใจรัก และต้องการช่วยเหลืออย่างจริงใจ จะเห็นได้ว่าท่านต้องจ่ายเงินเป็นค่าตัวยาเดือนหนึ่งมากมาย คนจน พระภิกษุ สามเณร แม่ชี ท่านรักษาฟรี บางครั้งยังต้องแถมเงินให้คนจน เป็นค่ารถที่เดินทางมารักษากับท่าน และมอบเงินเผื่อไว้เป็นค่ารถเพื่อรับยาในครั้งต่อไปอีกด้วย สำหรับคนมีฐานะท่านรักษาท่านก็คิดราคาตามสมควร ไม่ได้หวังผลกำไรแต่อย่างไร สรุปแล้วท่านรักษาคนไข้ ท่านไม่ได้รับผลประโยชน์ทางด้านการเงินเลย นอกจากขาดทุนทุกเดือน แต่เป็นสิ่งที่น่าพอใจและมีความสุขหากคนไข้คนใดหายเจ็บป่วย ท่านก็จะดีใจมีความสุข หากคนใดยัง  ทรง ๆ ทรุด ๆ อยู่ ท่านก็จะหมกมุ่นกังวล ครุ่นคิดหาวิธีรักษา เปลี่ยนยาค้นคว้าวิธีรักษาจนคนไข้อาการดีขึ้น

ท่านรักและห่วงใยคนไข้ที่มาหาท่าน ราวกับทุกคนเป็นญาติและท่านก็เป็นผู้มีเหตุมีผล หากใครที่ท่านรักษาไม่ได้ ท่านก็จะบอกตรง ๆ ว่า ท่านรักษาไม่ได้ รักษาไปก็ไม่หาย ไม่เคยดื้อดึงหรือหลอกลวงใคร ท่านพูดอยู่เสมอว่า หากท่านต้องเสียชีวิตจะมีโรคๆ เดียวที่คร่าชีวิตของท่านได้คือ โรคหัวใจวายเฉียบพลัน เพราะท่านรักษาคนไข้มาอย่างเชี่ยวชาญจนทราบดีว่า โรคอื่นทำร้ายท่านไม่ได้ นอกจากโรคนี้เท่านั้น ยามว่างท่านจะทำบุญสุนทาน นิมนต์พระถวายสังฆทาน    มิได้ขาด ท่านนับถือเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ท่านศึกษาธรรมมะด้วยศรัทธาและเชื่อมั่น ท่านเชื่อในเรื่องผลบุญ กรรมดี กรรมชั่ว และเคยปรารภอยู่เสมอว่า ท่านโชคดียิ่งนัก ที่เกิดมาใต้ร่มเงาของศาสนาพุทธ ท่านจะพยายามฝึกฝนตนเองให้เข้าถึงธรรมะที่แท้จริงให้ได้ แต่จะได้มากน้อยสักเพียงใด ก็สุดแล้วแต่บุญกุศลที่ทำมา ยามได้พูดคุยเรื่องธรรมะ ท่านก็จะมีความสุข และให้คติสอนใจได้อย่างลึกซึ้ง

ท่านเป็นสมถะและรักสันโดษ ที่ใดมีงานรื่นเริงผู้คนมากมา ท่านก็จะพยายามปลีกตัว ท่านชอบอยู่กับธรรมชาติ ชอบดูเขาป่าไม้และน้ำตก ชอบฟังเสียงนกร้อง ท่านรักสัตว์ป่าเกือบทุกชนิด และชอบศึกษาเรียนรู้ชีวิตของสัตว์ป่า ท่านเคยพูดเสมอว่า อยากจะไปอยู่ป่าอยู่ถ้ำ บำเพ็ญศีลภาวนา แต่ยังตัดใจจากบุตรและภรรยาไม่ได้เพราะความเป็นห่วง ดังเช่นที่ท่านได้เขียนไว้ในหนังสือ “ สมุนไพรเทียนซาน ” ว่า... "พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสสอนไว้ว่าอันเครื่องพันธนาการต่างๆ ที่ใช้ผูกมัดร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์นั้นถ้าจะแก้ออกแล้วก็สามารถแก้ออกได้โดยง่าย แต่มีครื่องพันธนาการอีกอย่างหนึ่งผูกมัดจิตใจคนไว้อย่างแน่นหนาอันได้แก่ ทรัพย์สมบัติ – บุตร – ภรรยา หรือสามี ไม่ว่า จะไปห่างไกลสักแค่ไหน ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการนั้นได้ จะมีความคิดคำนึง ห่วงใยวิตก กังวลอยู่ตลอดเวลา บุคคลใดทรงปัญญา ก็จะสลัดเครื่องผูกพันเหล่านี้ออก แล้วเข้าบรรพชาในพระธรรมวินัยนี้ ทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ บุคคลใดไร้ปัญญา ก็จะต้องทนให้เครื่องพันธนาการเหล่านั้นผูกมัด จิตใจอยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน..”

ท่านกล่าวว่า ยังทำตามพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะขาดปัญญาและปัญญาในพระพุทธศาสนานั้นไม่เหมือนคำว่าปัญญาในทัศนะทั่วๆ ไปของสังคมทุกวันนี้ มีความหมายละเอียดปราณีตกว่ามาก ต้องมีศีล มีสมาธิก่อนแล้วถึงจะมีปัญญาได้ ท่านว่าศีลนั้นพอรักษาได้ไม่ยาก แต่ถ้ามีสมาธิไม่ถึงระดับฌาน ปัญญาก็ไม่เกิด ปัญญาที่เรารู้จักกันทุกวันนี้เป็นปัญญาทางธรรมะ ซึ่งคนธรรมดาที่ไม่ได้ฌานจะคิดไม่ออก ท่านว่าตัวท่านเองก็คิดไม่ออก จึงยังมีความห่วงใยในบุตรและภรรยาอยู่เสมอ ท่านชื่นชมและบูชาพระอริยบุคคลที่มีปฏิปทางดงาม และจะอนุโมทนาร่วมทำบุญทำกุศลทุกครั้งที่มีผู้บอกบุญ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง ท่านชอบอ่านหนังสือธรรมะ หนังสือตำราวิชาการแพทย์ทั้งแผนใหม่ และแผนโบราณ บางครั้งท่านก็ชอบอ่านหนังสือนิยายจีนกำลังภายใน ท่านจะเล่าเรื่องจีนกำลังภายใน ให้ลูกฟังอย่างสนุกสนานมีรสชาติ จะว่าไปแล้วท่านเป็นที่มีพรสวรรค์ในการเล่านิทาน ตำนาน หรือเรื่องราวต่างๆ มาก เพราะผู้ฟัง ฟังแล้วสนุกสนาน ติดใจนอกจากนี้ท่านยังมีความจำแม่นยำจำได้หมดแม้ในรายละเอียดปลีกย่อย

ท่านชอบเขียนหนังสือ มักใช้เวลาว่านั่งเขียนหนังสือคนเดียวเงียบๆ มีกลอนบทหนึ่งที่ท่านชอบมาก เขียนไว้ด้านปกหลังของหนังสือตำรายาสมุนไพรเทียนซาน คือ " เหนือคนมีคนยิ่งใหญ่กว่า เหนือฟ้ามีฟ้ามหาศาล   เหนือทะเลมีสมุทรสุดโอฬาร คนคิดการณ์ไม่สู้ฟ้าลิขิตกรรม  เหนือคนมีคนยิ่งใหญ่กว่า เหนือฟ้ามีฟ้ามหาศาล เหนือยาก็มียาพิสดาร จะพบพานเมื่อสิ้นกรรมที่ทำมา ” และ " คนคำนวณไม่สู้ลิขิตของฟ้า เทวดารักษา ก็ยังแพ้ลิขิตของกรรม  ”

ท่านถึงแก่กรรมอย่างสงบ เมื่อวันที่ 3 เม.ย.37 เวลา 0845 โดยไม่มีอาการทุรนทุรายหรือทุกข์ทรมานเลย ขณะนั่งรถไปโรงพยาบาล ท่านพูดกับคุณยุพิน ผู้เป็นภริยาว่า ท่านแน่นหน้าอก หายใจไม่ค่อยออก แล้วก็นั่งหลับตานิ่งเฉย จนถึงโรงพยาบาลเปาโล หลังจากถูกนำเข้าห้อง ไอ.ซี.ยู และดำเนินกรรมวิธีช่วยเหลือรักษาในทางการแพทย์สักครู่ ท่านก็ถึงแก่กรรม แม้ว่าท่านจะจากไปแล้ว แต่คุณงามความดี ความรัก ห่วงใย และคำอบรมสั่งสอนของท่าน ก็จะยังคงประทับใจอยู่ในความทรงจำของผู้ได้รับอย่างไม่มีวันลืมเลือนไปได้ในชั่วชีวิตนี้ และผลแห่งบุญกุศลที่ท่านได้กระทำมาตลอดชีวิต จึงขออาราธนาอัญเชิญบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลกและจักรวาล โปรดดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของท่านสถิตอยู่ ณ สุขคติภพที่มีแต่ความสงบสุข ร่มเย็น ห่างไกลจากภยันตรายและความทุกข์ใด ๆ ทั้งปวง เพื่อท่านจะได้บำเพ็ญสมาธิไปในทิศทางแห่งธรรมะที่ท่านปรารถนา และเลื่อมใสตราบชั่วนิจนิรันดร

 

ประวัติการศึกษา

พลเอกสัมผัส ่านได้เข้ารับการศึกษาในชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดเสน่หา จ.นครปฐม และชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด พระปฐมวิทยาลัย  แล้วมาศึกษาต่อที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ จากนั้นจึงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเตรียมนายร้อย ฯ รุ่นที่ 4 เลขประจำตัว 450 และโรงเรียนเทคนิคทหารบก รุ่น 10 จนจบการศึกษา มีลำดับเป็นที่ 2 ในจำนวนนักเรียนประเภท ก. 38 นาย ได้รับประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรต่าง ๆ คือ :-

 

  ประวัติรับราชการ

รางวัลและเกียรติยศที่ได้รับ

 

ความมุ่งมั่นในการทำงาน

 พลเอก สัมผัส พาสนยงภิญโญ ได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อ 1 มีนาคม 2491 และได้รับพระราชทานยศเป็นว่าที่ร้อยตรี ในตำแหน่งผู้บังคับหมวดทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ท่านได้รับราชการอยู่ที่หน่วยนี้มาโดยตลอด จนเป็นผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ เมื่อ พ.ศ. 2512 ผลงานของท่านในระหว่างที่รับราชการอยู่ในกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 และกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ จึงมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาการฝึกและการศึกษา ซึ่งหน่วยต่าง ๆ ได้นำแบบที่ท่านได้คิดและประดิษฐ์ขึ้นมานำไปใช้ที่หน่วยของตนเองจนถึงปัจจุบัน คือ

จากการที่ท่านเป็นบุคคลที่มีความรอบรู้เป็นอย่างยิ่งและมีประสพการณ์จากการฝึกมามาก พอสมควร จึงได้ทำเอกสารประกอบการฝึกและเป็น   คู่มือของเจ้าหน้าที่ระดังต่าง ๆ ไว้มากมายคือ -

ในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการศูนย์กาารทหารปืนใหญ่และผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธกองทัพบก ท่านได้ทุ่มเทกำลังกาย, กำลังใจและ, กำลังสติปัญญา และความสุขส่วนตัว ในการพัฒนาการเหล่าทหารปืนใหญ่ และทำคุณประโยชน์ให้แก่กองทัพบกและประเทศชาติไว้เป็นอันมาก ซึ่งผลงานคือ

จากผลงานในการวิจัย และพัฒนาของท่านนี้ ทำให้ท่านได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา และปริญญากิตติมศักดิ์ดุษฎีบัณฑิต  สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อปี 2523 ด้วยผลงานและคุณงามความดีที่ พลเอกสัมผัส พาสนยงภิญโญ ได้สร้างไว้มากมาย ซึ่งได้สร้างประโยชน์ให้กับเหล่าทหารปืนใหญ่และประเทศชาติไว้เป็นอันมาก ครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2517 ในระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์การทหารปืนใหญ่  ท่านได้ของบประมาณในการสร้างกองบัญชาการศูนย์การทหารปืนใหญ่ใหม่ (ที่ตั้งปัจจุบัน) และได้ทำการปรับปรุงถนนหน้ากองบัญชาการศูนย์การทหารปืนใหญ่ไปยังสโมสรนายทหาร (สปพ.) ให้เรียบร้อยดียิ่งขึ้น และถนนเส้นนี้ยังได้ถูกใช้ในการประกอบพิธีสำคัญ ๆ ของศูนย์การทหารปืนใหญ่ อาทิเช่น  พิธีต้อนรับผู้บังคับบัญชาชั้นสูง  พิธีเทิดเกียรตินายทหารเหล่าทหารปืนใหญ่ พิธีสวนสนามแสดงแสนยานุภาพ ของเหล่าทหารปืนใหญ่ และใช้งานอื่น ๆ อีกนานัปการมาตราบจนทุกวันนี้ พลตรีพิชัย ฉินนะโสต ผู้บัญชาการศูนย์การทหารปืนใหญ่ใน และบรรดากำลังพลเหล่าทหารปืนใหญ่ จึงได้พร้อมใจกันนำเอาชื่อสกุลของท่านมาตั้งชื่อถนนเส้นนี้ เพื่อเป็นเกียรติประวัติ และอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีของท่าน โดยตั้งชื่อว่า “ถนนพาสนยงภิญโญ” เมื่อ 3 เมษายน พ.ศ.2537

 


  Home