พลเอกสัมผัส
พาสนยงภิญโญ
ผู้ที่เกิดมาเพื่อ
อุทิศทั้งกำลังกาย กำลังใจและกำลังความสามารถให้กับประเทศชาติเป็นสำคัญ

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2467
คือปีเกิดของ พล.อ.สัมผัส พาสนยงภิญโญ เป็นเด็กที่มีความซุกซนและเฉลียวฉลาด การเรียนหนังสืออยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยตลอดเป็นที่รักของบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่และน้องๆ
เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณตาของท่านรักท่านประดุจแก้วตา
ยามว่างท่านจะไปนั่งฟังคุณตาเล่านิทาน ตำนานต่าง ๆ อย่างเพลิดเพลิน
เมื่อเวลาวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ท่านจะออกไปท่องเที่ยวตามสวนผลไม้หลังบ้านชมนกชมไม้กับเพื่อนเล่นเด็ก
ด้วยกันละแวกนั้น ตามประสาเด็กผู้ชาย และในบางครั้ง
ความซุกซนในวัยเด็กทำให้ไปเที่ยวไกลจากบ้านเกินควร เช่น
ไปแข่งกับเพื่อนปีนองค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อนบางคนปีนขึ้นไปได้แต่ลงไม่ได้
จนถูกคุณแม่ของท่านตามไปจับตัวกลับมาและเตรียมลงโทษด้วยการตี
แต่ก็ถูกคุณตาเข้าขัดขวางเพราะความรักหลาน แม้คุณตาจะตามใจและเข้าข้างมาตลอด
แต่ท่านก็ไม่ได้เสียเด็กแต่อย่างไรคงเรียนดีมาโดยตลอดและเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่เสมอ ท่านเป็นพี่คนโตที่น้อง ๆ ให้ความเคารพนับถือ
เนื่องจากท่านมีความรักน้อง ๆ และมีความเสียสละมาตั้งแต่เด็ก
ครั้งหนึ่งท่านและน้องกับเพื่อนละแวกนั้น
เล่นกันอยู่กลางลานบ้านมีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งไล่กัดคนมาเรื่อย ๆ
จนถึงลานหน้าบ้านที่ท่านและเพื่อนเล่นกันอยู่
เด็กทั้งหมดแตกฮือวิ่งหนีหมาบ้าตัวนั้นรวมทั้งท่านด้วย
แต่น้องคนหนึ่งของท่านนั่งร้องไห้จ้าด้วยความตกใจกล้ว ไม่ลุกขึ้นวิ่งหนี
ขณะที่หมาบ้าตัวนั้นวิ่งตรงเข้าไปใกล้น้องของท่านทุกที
ท่านจึงรีบวิ่งตรงเข้าไปอุ้มน้องของท่าน
วิ่งหนีออกมาอย่างหวุดหวิดจนเกือบจะถูกหมาบ้ากัด
นับได้ว่าท่านเป็นเด็กที่มีความกล้าหาญ เสียสละ และรักน้องอย่างที่สุด
ในวัยหนุ่มท่านชอบเล่นบิลเลียดมาก เคยแข่งขันในระดับกองพล
กรม และกองพัน จนได้ถ้วยรางวัลมากมาย วันสุดสัปดาห์ท่านชอบพาภรรยาและลูกๆ
ไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด เช่น จ.เชียงใหม่ ชมโบราณสถานในที่ต่างๆ
ไปไหว้พระบรมธาตุดอยสุเทพ ฯ ไป จ.
กาญจนบุรี บางแสน เขาใหญ่ ฯลฯ
ทุกครั้งที่ผ่านสถานที่สำคัญหรือที่เป็นประวัติศาสตร์ของชาติ ท่านก็จะเล่าให้ลูกๆ
ฟัง ทำให้ลูกๆ ได้มีความรู้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทย
และความสนุกสนานเพลิดเพลินไปในตัว ท่านชอบเล่นกับลูกๆ ชอบให้ลูกๆ
มีนิสัยรักการอ่านหนังสือ เมื่อใดที่ลูกๆ มีข้อสงสัยติดขัดในเรื่องใด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ หรือตำนานโบราณ ตลอดจนเรื่องพุทธศาสนา
ท่านก็จะช่วยอธิบายให้เกิดความเข้าใจ
ท่านเป็นผู้ที่มีความรักชาติ อย่างมาก ท่านจะพูดถึงวีรบุรุษไทยในยุคก่อน ๆ อย่างชื่นชมบูชา ท่านรักบูชาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทรงกอบกู้ประเทศชาติ ท่านกล่าวถึงวีรกษัตริย์ไทยหลายพระองค์ ซึ่งแต่ละพระองค์ล้วนกอบกู้ชาติบ้านเมือง ให้พ้นจากการย่ำยีของข้าศึก และยังเคยปรารภบ่อย ๆ ว่าท่านอยากจะไปเกิดในสมัยนั้น ท่านจะเป็นทหารของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และจะได้ไปรบกับข้าศึกด้วย ท่านอบรมลูก ๆ และคนใกล้ชิดเสมอว่าให้ทำงานเพื่อประเทศชาติ อย่าทำงานเพราะเห็นแก่ ยศ ขั้น หรือตำแหน่งใด ๆ
หลังเกษียณอายุ ท่านได้ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับการรักษาคนเจ็บ
ป่วย ที่ส่วนมากรักษาแผนปัจจุบันไม่หายท่านเปิดร้านยา"สมุนไพรเทียนซาน ขึ้น
ความรู้เรื่องยาสมุนไพรและยาจีนของท่านนั้นแตกฉานอย่างน่าประหลาดใจ ท่านศึกษาเกี่ยวกับสรีรวิทยาของมนุษย์จากตำราแพทย์ ปัจจุบันและตำราจีน
ศึกษาค้นคว้าอย่างเอาจริงเอาจัง เอาตัวเองเข้าทดลอง ปรับสูตรยาจนได้ผลเป็นที่พอใจ
แพทย์ปริญญาสมัยใหม่หลายท่าน ที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ราวกับว่า
ท่านได้เรียนจบแพทย์มาเช่นกัน คนป่วยหลายคนที่รักษาไม่หาย หมอบอกว่า อยู่ได้ไม่เกิน
2 3 เดือน ท่านก็ได้ให้การรักษาจนรอดชีวิตอยู่มาได้จนถึงบัดนี้
โรคที่ยาปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ผล บางโรคท่านก็รักษาหาย
ท่านเชี่ยวชาญในการรักษาโรคต่าง ๆ เป็นอย่างมาก จนมีการบอกกล่าวกันในหมู่คนไข้
ทำให้มีคนไข้มารักษากันเกือบทั้งวัน จนต้องแบ่งเวลารักษาคนไข้และเวลาพักผ่อนเช่นกัน
ในการรักษาคนไข้นั้นท่านทำด้วยใจรัก และต้องการช่วยเหลืออย่างจริงใจ
จะเห็นได้ว่าท่านต้องจ่ายเงินเป็นค่าตัวยาเดือนหนึ่งมากมาย คนจน พระภิกษุ สามเณร
แม่ชี ท่านรักษาฟรี บางครั้งยังต้องแถมเงินให้คนจน
เป็นค่ารถที่เดินทางมารักษากับท่าน
และมอบเงินเผื่อไว้เป็นค่ารถเพื่อรับยาในครั้งต่อไปอีกด้วย
สำหรับคนมีฐานะท่านรักษาท่านก็คิดราคาตามสมควร ไม่ได้หวังผลกำไรแต่อย่างไร
สรุปแล้วท่านรักษาคนไข้ ท่านไม่ได้รับผลประโยชน์ทางด้านการเงินเลย
นอกจากขาดทุนทุกเดือน แต่เป็นสิ่งที่น่าพอใจและมีความสุขหากคนไข้คนใดหายเจ็บป่วย
ท่านก็จะดีใจมีความสุข หากคนใดยัง ทรง ๆ ทรุด ๆ อยู่ ท่านก็จะหมกมุ่นกังวล
ครุ่นคิดหาวิธีรักษา เปลี่ยนยาค้นคว้าวิธีรักษาจนคนไข้อาการดีขึ้น
ท่านรักและห่วงใยคนไข้ที่มาหาท่าน
ราวกับทุกคนเป็นญาติและท่านก็เป็นผู้มีเหตุมีผล หากใครที่ท่านรักษาไม่ได้
ท่านก็จะบอกตรง ๆ ว่า ท่านรักษาไม่ได้ รักษาไปก็ไม่หาย ไม่เคยดื้อดึงหรือหลอกลวงใคร
ท่านพูดอยู่เสมอว่า หากท่านต้องเสียชีวิตจะมีโรคๆ เดียวที่คร่าชีวิตของท่านได้คือ
โรคหัวใจวายเฉียบพลัน เพราะท่านรักษาคนไข้มาอย่างเชี่ยวชาญจนทราบดีว่า
โรคอื่นทำร้ายท่านไม่ได้ นอกจากโรคนี้เท่านั้น ยามว่างท่านจะทำบุญสุนทาน
นิมนต์พระถวายสังฆทาน มิได้ขาด
ท่านนับถือเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
ท่านศึกษาธรรมมะด้วยศรัทธาและเชื่อมั่น ท่านเชื่อในเรื่องผลบุญ กรรมดี กรรมชั่ว
และเคยปรารภอยู่เสมอว่า ท่านโชคดียิ่งนัก ที่เกิดมาใต้ร่มเงาของศาสนาพุทธ
ท่านจะพยายามฝึกฝนตนเองให้เข้าถึงธรรมะที่แท้จริงให้ได้ แต่จะได้มากน้อยสักเพียงใด
ก็สุดแล้วแต่บุญกุศลที่ทำมา ยามได้พูดคุยเรื่องธรรมะ ท่านก็จะมีความสุข
และให้คติสอนใจได้อย่างลึกซึ้ง
ท่านเป็นสมถะและรักสันโดษ ที่ใดมีงานรื่นเริงผู้คนมากมา
ท่านก็จะพยายามปลีกตัว ท่านชอบอยู่กับธรรมชาติ ชอบดูเขาป่าไม้และน้ำตก
ชอบฟังเสียงนกร้อง ท่านรักสัตว์ป่าเกือบทุกชนิด
และชอบศึกษาเรียนรู้ชีวิตของสัตว์ป่า ท่านเคยพูดเสมอว่า อยากจะไปอยู่ป่าอยู่ถ้ำ
บำเพ็ญศีลภาวนา แต่ยังตัดใจจากบุตรและภรรยาไม่ได้เพราะความเป็นห่วง
ดังเช่นที่ท่านได้เขียนไว้ในหนังสือ สมุนไพรเทียนซาน ว่า...
"พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสสอนไว้ว่าอันเครื่องพันธนาการต่างๆ ที่ใช้ผูกมัดร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์นั้นถ้าจะแก้ออกแล้วก็สามารถแก้ออกได้โดยง่าย แต่มีครื่องพันธนาการอีกอย่างหนึ่งผูกมัดจิตใจคนไว้อย่างแน่นหนาอันได้แก่ ทรัพย์สมบัติ
บุตร ภรรยา หรือสามี ไม่ว่า จะไปห่างไกลสักแค่ไหน
ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการนั้นได้ จะมีความคิดคำนึง ห่วงใยวิตก
กังวลอยู่ตลอดเวลา บุคคลใดทรงปัญญา ก็จะสลัดเครื่องผูกพันเหล่านี้ออก
แล้วเข้าบรรพชาในพระธรรมวินัยนี้ ทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ บุคคลใดไร้ปัญญา
ก็จะต้องทนให้เครื่องพันธนาการเหล่านั้นผูกมัด จิตใจอยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน..
ท่านกล่าวว่า ยังทำตามพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะขาดปัญญาและปัญญาในพระพุทธศาสนานั้นไม่เหมือนคำว่าปัญญาในทัศนะทั่วๆ ไปของสังคมทุกวันนี้ มีความหมายละเอียดปราณีตกว่ามาก ต้องมีศีล มีสมาธิก่อนแล้วถึงจะมีปัญญาได้ ท่านว่าศีลนั้นพอรักษาได้ไม่ยาก แต่ถ้ามีสมาธิไม่ถึงระดับฌาน ปัญญาก็ไม่เกิด ปัญญาที่เรารู้จักกันทุกวันนี้เป็นปัญญาทางธรรมะ ซึ่งคนธรรมดาที่ไม่ได้ฌานจะคิดไม่ออก ท่านว่าตัวท่านเองก็คิดไม่ออก จึงยังมีความห่วงใยในบุตรและภรรยาอยู่เสมอ ท่านชื่นชมและบูชาพระอริยบุคคลที่มีปฏิปทางดงาม และจะอนุโมทนาร่วมทำบุญทำกุศลทุกครั้งที่มีผู้บอกบุญ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง ท่านชอบอ่านหนังสือธรรมะ หนังสือตำราวิชาการแพทย์ทั้งแผนใหม่ และแผนโบราณ บางครั้งท่านก็ชอบอ่านหนังสือนิยายจีนกำลังภายใน ท่านจะเล่าเรื่องจีนกำลังภายใน ให้ลูกฟังอย่างสนุกสนานมีรสชาติ จะว่าไปแล้วท่านเป็นที่มีพรสวรรค์ในการเล่านิทาน ตำนาน หรือเรื่องราวต่างๆ มาก เพราะผู้ฟัง ฟังแล้วสนุกสนาน ติดใจนอกจากนี้ท่านยังมีความจำแม่นยำจำได้หมดแม้ในรายละเอียดปลีกย่อย
ท่านชอบเขียนหนังสือ มักใช้เวลาว่านั่งเขียนหนังสือคนเดียวเงียบๆ
มีกลอนบทหนึ่งที่ท่านชอบมาก เขียนไว้ด้านปกหลังของหนังสือตำรายาสมุนไพรเทียนซาน คือ
" เหนือคนมีคนยิ่งใหญ่กว่า
เหนือฟ้ามีฟ้ามหาศาล เหนือทะเลมีสมุทรสุดโอฬาร
คนคิดการณ์ไม่สู้ฟ้าลิขิตกรรม เหนือคนมีคนยิ่งใหญ่กว่า
เหนือฟ้ามีฟ้ามหาศาล เหนือยาก็มียาพิสดาร
จะพบพานเมื่อสิ้นกรรมที่ทำมา และ "
คนคำนวณไม่สู้ลิขิตของฟ้า เทวดารักษา ก็ยังแพ้ลิขิตของกรรม
ท่านถึงแก่กรรมอย่างสงบ เมื่อวันที่ 3 เม.ย.37 เวลา 0845 โดยไม่มีอาการทุรนทุรายหรือทุกข์ทรมานเลย ขณะนั่งรถไปโรงพยาบาล ท่านพูดกับคุณยุพิน ผู้เป็นภริยาว่า ท่านแน่นหน้าอก หายใจไม่ค่อยออก แล้วก็นั่งหลับตานิ่งเฉย จนถึงโรงพยาบาลเปาโล หลังจากถูกนำเข้าห้อง ไอ.ซี.ยู และดำเนินกรรมวิธีช่วยเหลือรักษาในทางการแพทย์สักครู่ ท่านก็ถึงแก่กรรม แม้ว่าท่านจะจากไปแล้ว แต่คุณงามความดี ความรัก ห่วงใย และคำอบรมสั่งสอนของท่าน ก็จะยังคงประทับใจอยู่ในความทรงจำของผู้ได้รับอย่างไม่มีวันลืมเลือนไปได้ในชั่วชีวิตนี้ และผลแห่งบุญกุศลที่ท่านได้กระทำมาตลอดชีวิต จึงขออาราธนาอัญเชิญบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลกและจักรวาล โปรดดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของท่านสถิตอยู่ ณ สุขคติภพที่มีแต่ความสงบสุข ร่มเย็น ห่างไกลจากภยันตรายและความทุกข์ใด ๆ ทั้งปวง เพื่อท่านจะได้บำเพ็ญสมาธิไปในทิศทางแห่งธรรมะที่ท่านปรารถนา และเลื่อมใสตราบชั่วนิจนิรันดร
ประวัติการศึกษา
พลเอกสัมผัส
ฯ ท่านได้เข้ารับการศึกษาในชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดเสน่หา
จ.นครปฐม และชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด พระปฐมวิทยาลัย
แล้วมาศึกษาต่อที่โรงเรียนอำนวยศิลป์
จากนั้นจึงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเตรียมนายร้อย ฯ รุ่นที่ 4 เลขประจำตัว 450
และโรงเรียนเทคนิคทหารบก รุ่น 10 จนจบการศึกษา มีลำดับเป็นที่ 2
ในจำนวนนักเรียนประเภท ก. 38 นาย ได้รับประกาศนียบัตรและวุฒิบัตรต่าง ๆ คือ :-
ประวัติรับราชการ
กองพันที่ 1
กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์
รางวัลและเกียรติยศที่ได้รับ
ความมุ่งมั่นในการทำงาน
พลเอก
สัมผัส พาสนยงภิญโญ ได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อ 1 มีนาคม 2491
และได้รับพระราชทานยศเป็นว่าที่ร้อยตรี ในตำแหน่งผู้บังคับหมวดทหารปืนใหญ่ที่ 1
กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ท่านได้รับราชการอยู่ที่หน่วยนี้มาโดยตลอด
จนเป็นผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ เมื่อ พ.ศ. 2512
ผลงานของท่านในระหว่างที่รับราชการอยู่ในกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1
และกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ จึงมีอยู่มากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาการฝึกและการศึกษา ซึ่งหน่วยต่าง ๆ
ได้นำแบบที่ท่านได้คิดและประดิษฐ์ขึ้นมานำไปใช้ที่หน่วยของตนเองจนถึงปัจจุบัน
คือ
จากการที่ท่านเป็นบุคคลที่มีความรอบรู้เป็นอย่างยิ่งและมีประสพการณ์จากการฝึกมามาก
พอสมควร จึงได้ทำเอกสารประกอบการฝึกและเป็น
คู่มือของเจ้าหน้าที่ระดังต่าง ๆ ไว้มากมายคือ -
เนื่องจากในขณะนั้น ทางหน่วยได้รับภารกิจปราบปราม ผกค. ในพื้นที่รอยต่อ
3 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง สภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ป่าและภูเขาสูง ทำให้การเคลื่อนย้ายด้วยยานยนต์ไม่สามารถกระทำได้ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความคล่องแคล่วรวดเร็วในการปฏิบัติ
จึงจำเป็นที่ต้องทำการเคลื่อนย้ายทางอากาศ โดยทำการ ถอดชิ้นส่วนของ ปบค. ขนาด 105 มม. แล้วใช้ ฮท.1 หิ้วชิ้นส่วน ป. ไปยังที่ตั้งยิง
ผลงานของท่านในระหว่างที่รับราชการอยู่ในหน่วยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1
กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ และกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์
นี้ได้มีประกาศชมเชยจากกองทัพบกถึง 2 ครั้ง คือ
การออกแบบโรงฝึกยิงปืนใหญ่ประจำกองพัน
และกาประดิษฐ์เครื่องยึดตรึงเพื่อขนย้ายปืนใหญ่ขนาด 105 มม. โดยอาศัยเฮลิคอปเตอร์
แบบ ฮท.1 ในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการศูนย์กาารทหารปืนใหญ่และผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธกองทัพบก ท่านได้ทุ่มเทกำลังกาย, กำลังใจและ, กำลังสติปัญญา และความสุขส่วนตัว ในการพัฒนาการเหล่าทหารปืนใหญ่ และทำคุณประโยชน์ให้แก่กองทัพบกและประเทศชาติไว้เป็นอันมาก ซึ่งผลงานคือ
ขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ โดยลำพังตลอดมา
ด้วยความคิดและสติปัญญาเท่าที่จะสามารถจะกระทำได้
แม้แนวความคิดบางประการเกือบจะเป็นเรื่องที่ผู้อื่นเห็นว่าเป็นเรื่องของความเพ้อฝัน
หรือมีสติสัมปชัญญะไม่ค่อยสมบูรณ์นักก็ตาม ซึ่งหน่วยเหนืออาจจะไม่เห็นด้วย
และคิดว่าเป็นสิ่งที่เหลือวิสัยที่จะกระทำได้ก็ตาม ถึงแม้ท่าน
เองยังไม่แน่ใจนักแต่ก็ได้พยายามทดลองกระทำดู
เมื่อแน่ใจแล้วว่ามีหนทางที่เป็นไปได้ จึงได้เปิดงานการวิจัยพัฒนาปืนใหญ่เบาขนาด
105 มม. ตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา
ซึ่งได้ประสพความสำเร็จในการวิจัยพัฒนาและทดลองมาตามลำดับ
จนถึงขั้นได้ต้นแบบปืนใหญ่ขนาด 105 มม. แบบเอ็ม 618 ได้ทดลองและ ปรับปรุง
แก้ไขตามลำดับจนถึงขั้น ทบ. ยอมรับให้เป็นอาวุธมาตรฐาน นำไปใช้ในราชการ ทบ.
ได้โดยกำหนดรหัสของปืนที่นำเข้าประจำการว่า ปบค. ขนาด 105 มม. แบบ M 618 A 2
ซึ่งเป็นชนิดที่สามารถใช้ร่วมกับ ปบค.ขนาด 105 มม. ของสหรัฐที่มีอยู่เดิมได้
เนื่องจากได้ออกแบบให้ใช้กระสุนชนิดเดียวกันกับ ปบค. 105 มม. แบบ M 101 A 1
ของสหรัฐ ฯ ระยะเวลาในการวิจัยพัฒนาจนได้รับความสำเร็จนั้น ใช้เวลา 2 ปี 9 เดือน
จากผลความสำเร็จของท่านในครั้งนี้ ทำให้มีประโยชน์ต่อประเทศชาติหลายประการคือ
กองทัพบกมีปืนใหญ่ เข้าประจำการได้โดยรวดเร็ว เพราะสามารถ ผลิตได้ภายในประเทศ
และราคาถูกกว่าการจัดซื้อจากต่างประเทศมาก
ทำให้ประหยัดเงินงบประมาณของแผ่นดินได้เป็นจำนวนมากใน ขณะนั้นได้นำเอา ปบค. ขนาด
105 มม. แบบ M 618 A 2 เข้าประจำการที่ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 30 และ
กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 25 ปัจจุบันได้เข้าประจำการอยู่ที่ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 9
และกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 19
ทำการยิงโดยใช้มุมสูง โดยเริ่มทดลองสร้างต้นแบบเมื่อ พ.ย.20
ดำเนินการทดลองยิงได้ผลดีส่งเข้าสู่สายการผลิตโดยโรงงานสร้างปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด เมื่อปี 22 ดำเนินการผลิตให้กับ
กองทัพอากาศ กองทัพเรือ และกรม การปกครอง
นำไปใช้ในราชการแล้ว ต่อมา ทบ. ได้ยอมรับให้เป็นอาวุธมาตรฐาน นำไปใช้ในราชการ ทบ.
ได้ เมื่อ ก.พ.23 จึงนับได้ว่าการวิจัย และพัฒนา ค.60 มม.และ 81 มม.
ได้ผลสำเร็จเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งใช้เวลา 2 ปี 9 เดือน
ประโยชน์ที่ได้รับจากผลงานนี้ทำให้ กองทัพบกมี ค.60 มม. และ ค.81 มม.
เข้าประจำการได้รวดเร็ว
เพราะสามารถผลิตได้ภายในประเทศและมีราคาถูกกว่าการจัดซื้อจากต่างประเทศมาก
ทำให้ประหยัดงบประมาณของแผ่นดินได้เป็นจำนวนมาก
ประจำการใน ทบ. ได้ในโอกาสหน้าตามความจำเป็นเมื่อ ทบ. ต้องการ
หากไม่ลงมือศึกษาค้นคว้าทดลองเสียตั้งแต่บัดนี้
เมื่อถึงคราวจำเป็นในสถานการณ์คับขันของประเทศ ก็จะไม่สามารถทุ่มเทกำลังงานการผลิต ขึ้นใช้ราชการได้
เพราะต้องเสียเวลาทดลองสร้างตัวต้นแบบอีกเป็นเวลานาน
ท่านมีแนวความคิดว่าประโยชน์ของรถเกราะแบบจู่โจมนี้
จะนำไปใช้งานตามความจำเป็นทางด้านยุทธการสำหรับ เหล่า ร., ม., ป.
ในภารกิจการลาดตระเวณ การปราบปราม ผกค. การรักษาความสงบภายในประเทศ การปราบปรามจราจล การปฏิบัติงานของ ผตน.
และการควบคุมลำเลียงกระสุนปืนใหญ่เป็นต้น เพราะขนาดรถเกราะชนิดนี้
มีความคล่องแคล่วรวดเร็วและยังสามารถใช้ได้เกือบทุกภูมิประเทศของประเทศไทย
ประกอบกับการมีเกราะซึ่งสามารถป้องกันกระสุนปืนเล็กได้
ย่อมทำให้ขวัญและกำลังใจของทหารดีขึ้น เมื่อสามารถสร้างได้เองภายในประเทศแล้ว
นับว่าเป็นการประหยัดงบประมาณของชาติได้เป็นจำนวนมากแทนการจัดซื้อจากต่างประเทศ
และเป็นการสนองนโยบายการพึ่งตนเองของรัฐบาลอีกด้วย
จากผลงานในการวิจัย และพัฒนาของท่านนี้
ทำให้ท่านได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา
และปริญญากิตติมศักดิ์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
วิทยาเขตเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อปี 2523
ด้วยผลงานและคุณงามความดีที่ พลเอกสัมผัส พาสนยงภิญโญ ได้สร้างไว้มากมาย
ซึ่งได้สร้างประโยชน์ให้กับเหล่าทหารปืนใหญ่และประเทศชาติไว้เป็นอันมาก
ครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2517
ในระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์การทหารปืนใหญ่ ท่านได้ของบประมาณในการสร้างกองบัญชาการศูนย์การทหารปืนใหญ่ใหม่ (ที่ตั้งปัจจุบัน)
และได้ทำการปรับปรุงถนนหน้ากองบัญชาการศูนย์การทหารปืนใหญ่ไปยังสโมสรนายทหาร (สปพ.)
ให้เรียบร้อยดียิ่งขึ้น และถนนเส้นนี้ยังได้ถูกใช้ในการประกอบพิธีสำคัญ ๆ
ของศูนย์การทหารปืนใหญ่ อาทิเช่น พิธีต้อนรับผู้บังคับบัญชาชั้นสูง พิธีเทิดเกียรตินายทหารเหล่าทหารปืนใหญ่
พิธีสวนสนามแสดงแสนยานุภาพ ของเหล่าทหารปืนใหญ่ และใช้งานอื่น ๆ
อีกนานัปการมาตราบจนทุกวันนี้ พลตรีพิชัย ฉินนะโสต
ผู้บัญชาการศูนย์การทหารปืนใหญ่ใน และบรรดากำลังพลเหล่าทหารปืนใหญ่
จึงได้พร้อมใจกันนำเอาชื่อสกุลของท่านมาตั้งชื่อถนนเส้นนี้ เพื่อเป็นเกียรติประวัติ
และอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีของท่าน โดยตั้งชื่อว่า ถนนพาสนยงภิญโญ เมื่อ 3 เมษายน
พ.ศ.2537